<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>รถกระบะ</title>
	<atom:link href="http://www.dookaba.com/blog/feed" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.dookaba.com/blog</link>
	<description>แค่บล็อกเวิร์ดเพรสบล็อกหนึ่ง</description>
	<lastBuildDate>Wed, 24 Mar 2010 09:36:22 +0000</lastBuildDate>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.org/?v=3.3.1</generator>
		<item>
		<title>ความแตกต่างของกล่อง F &#8211; CON Sกับ F-CON-V PRO</title>
		<link>http://www.dookaba.com/blog/%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b9%81%e0%b8%95%e0%b8%81%e0%b8%95%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%a5%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87-f-con-s%e0%b8%81%e0%b8%b1.html</link>
		<comments>http://www.dookaba.com/blog/%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b9%81%e0%b8%95%e0%b8%81%e0%b8%95%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%a5%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87-f-con-s%e0%b8%81%e0%b8%b1.html#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 24 Mar 2010 09:36:22 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[สาระน่ารู้]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.dookaba.com/blog/?p=243</guid>
		<description><![CDATA[พอดีช่วงนี้กำลังหาข้อมูลเรื่องกล่องต่างๆ อยู่ เพราะคิดว่าสิ้นปีนี้จะเปลี่ยนกับเขาบ้าง ก้อเลยเอามาฝากเพื่อนๆ พี่ๆน้องคาบ โดยข้อแตกต่างของ F-CON S กับ F-CON V Pro สามารถแยกเป็นข้อๆแบบคร่าวๆ ได้ดังนี้ครับ: 1. F-CON S ยังจำเป็นที่จะต้องรับสัญญาณขาเข้าของ sensor มาคำนวนและปรับแต่งค่าตามที่ต้องการก่อน แล้วจึงส่งให้กับ ECU ติดรถ เมื่อ ECU ส่งสัญญาณออกมาที่กล่อง F-CON S เพื่อให้ตรวจสอบค่าที่ถูกต้องรวมไปถึงปรับเปลี่ยนค่า ต่างๆให้เหมาะสม จากนั้นจึงกำหนดองศาการจุดระเบิดและปริมาณการฉีดจ่าย น้ำมันไปยังเครื่องยนต์ พูดง่ายๆก็คือ F-CON S จะทำการดักสัญญาณทั้งขาเข้าและขาออกเพื่อตรวจสอบและป รับแต่งค่าต่างๆให้เหมาะสมที่สุด อย่างไรก็ดี F-CON S ยังจำเป็นที่จะต้องรับค่าต่างๆจากกล่อง ECU เดิมอยู่ดี หรือเป็นได้แค่ Piggy Back ส่วน F-CON V Pro นั้นจะรับค่าต่างๆจาก sensor โดยจะประมวลผลรวมถึงปรับแต่งค่าเหล่านั้น และส่งค่าต่างๆที่ถูกกำนหดใหม่ออกจากกล่อง F-CON [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>พอดีช่วงนี้กำลังหาข้อมูลเรื่องกล่องต่างๆ อยู่ เพราะคิดว่าสิ้นปีนี้จะเปลี่ยนกับเขาบ้าง ก้อเลยเอามาฝากเพื่อนๆ พี่ๆน้องคาบ<br />
<a href="http://www.dookaba.com/blog/wp-content/uploads/2010/03/13.jpg"><img class="alignleft size-full wp-image-244" title="1" src="http://www.dookaba.com/blog/wp-content/uploads/2010/03/13.jpg" alt="" width="300" height="204" /></a></p>
<p><a href="http://www.dookaba.com/blog/wp-content/uploads/2010/03/23.jpg"><img class="alignleft size-full wp-image-245" title="2" src="http://www.dookaba.com/blog/wp-content/uploads/2010/03/23.jpg" alt="" width="300" height="196" /></a></p>
<p>โดยข้อแตกต่างของ F-CON S กับ F-CON V Pro สามารถแยกเป็นข้อๆแบบคร่าวๆ ได้ดังนี้ครับ:<span id="more-243"></span></p>
<p>1. F-CON S ยังจำเป็นที่จะต้องรับสัญญาณขาเข้าของ sensor มาคำนวนและปรับแต่งค่าตามที่ต้องการก่อน แล้วจึงส่งให้กับ ECU ติดรถ เมื่อ ECU ส่งสัญญาณออกมาที่กล่อง F-CON S เพื่อให้ตรวจสอบค่าที่ถูกต้องรวมไปถึงปรับเปลี่ยนค่า ต่างๆให้เหมาะสม จากนั้นจึงกำหนดองศาการจุดระเบิดและปริมาณการฉีดจ่าย น้ำมันไปยังเครื่องยนต์ พูดง่ายๆก็คือ F-CON S จะทำการดักสัญญาณทั้งขาเข้าและขาออกเพื่อตรวจสอบและป รับแต่งค่าต่างๆให้เหมาะสมที่สุด อย่างไรก็ดี F-CON S ยังจำเป็นที่จะต้องรับค่าต่างๆจากกล่อง ECU เดิมอยู่ดี หรือเป็นได้แค่ Piggy Back<br />
ส่วน F-CON V Pro นั้นจะรับค่าต่างๆจาก sensor โดยจะประมวลผลรวมถึงปรับแต่งค่าเหล่านั้น และส่งค่าต่างๆที่ถูกกำนหดใหม่ออกจากกล่อง F-CON V Pro ไปกำหนดองสาไฟจุดระเบิดและปริมาณการจ่ายน้ำมัน ไปยังเครื่องยนต์โดยไม่จำเป็นที่จะต้องรอรับข้อมูลจา ก ECU เดิมเหมือนกับ F-CON S ส่วนข้อมูลมาตรฐานจะส่งผ่าน กล่อง F-CON V Proกลับไปที่ ECU เดิม(เช่นระบบความคุมแอร์ ) ดังนั้น F-CON V Pro ไม่จำเป้นที่จะต้องพึ่งข้อมูลเดิมจากกล่อง ECU คือสามารถทำงานได้แบบ stand alone หรือเป็นกล่องแบบ Engine Management ซึ่งทำให้ F-CON V Pro สามารถปรับแต่งข้อมูลและกำนหนดค่าต่างๆได้อิสระ กว่า<br />
2. F-CON S จะมีค่า default ที่เป็นโปรแกรมสั่งการในขั้นเริ่มต้นมาให้ โดยจะเป็นค่าที่จะปรับแต่งเครื่องยนต์มาให้แบบ Light Tune ซึ่งค่าที่ให้มาจะเป็นของเครื่องยนต์แต่ละรหัสของรถแ ต่ละรุ่น เช่น 2JZ GTE ในรถ JZA80 เป็นต้น ซึ่งค่าเหล่านี้จะสามารถใช้ได้กับ spec รถและเครื่องยนต์นั้นๆ แม้ว่าจะเป็นเครื่องรหัสเดียวกัน แต่ว่าอยู่ในรถคนละคันก็ไม่สามารถใช้กันได้ นอกจากนี้ค่าที่ set มาใน Step Light Tune นี้จะเป็นค่าที่ถูกกำหนดมาสำหรับรถที่ใช้ octane 100 (เพราะในญี่ปุ่นเบนซินซูเปอร์จะไม่ใช่แค่ 91 ครับแต่เป็น 100 ) รวมไปถึงชุดหัวฉีดที่ใช้ต้องเป็นของเดิม และ บูสท์ไม่เกินค่าที่กำหนดไว้ด้วย ดังนั้นถ้ามีการเปลี่ยนปั้มเบนซิน หรือเปลี่ยนหัวฉีด รวมไปถึง บูสท์เกินกว่าที่กำนหด จำเป็นที่จะต้องไล่จูนป้อนค่าต่างๆที่ต้องการกันใหม่ หมด ไม่สามารถใช้ค่า default ที่กล่อง F-CON S มีมาให้ได้ แต่ถ้าทุกอย่างยังเป็น Standard ก็แค่กำหนดค่าน้ำมัน octane ใหม่ (คือยังไงก็ต้องจูนใหม่ แต่จูนนิดเดียว) ส่วน F-CON V Pro นั้นจะมาแบบว่างเปล่าเลย (เหมือนตอนก่อนเริ่มเรียนหนังสือ) ไม่มีค่า default เริ่มต้นมาให้ทำให้ทุกๆค่าจำเป็นที่จะต้องไล่ป้อนค่า กันใหม่ทั้งหมด ซึ่งจะยุ่งยากสำหรับรถที่มีสภาพ standard ชิ้นส่วนต่างๆทั้งหมดเกือบเดิมสนิท ต้องการแค่แบบ Light Tune นั้นเอง<br />
3. F-CON S มีความฉลาดหรือที่เรียกว่าความละเอียดในการจูนนั้นน้ อยกว่า F-CON V Pro เนื่องจากหน่วยความจำในการควบคุมและสั่งการเครื่องยน ต์ของ F-CON V Pro มีจำนวนมากกว่าของ F-CON S<br />
4. F-CON S มีราคาถูกกว่า F-CON V Pro เนื่องจากมีหน่วยความจำในการสั่งการและควบคุมเครื่อง ยนต์น้อยกว่า แต่ F-CON S สามารถปรับจูนได้ง่ายกว่า เนื่องจากมีค่า default มาให้อยู่แล้วในกล่อง (สำหรับรถที่เป็นแบบ Light Tuning) ส่วน F-CON V Pro นั้นจูนยากกว่าเยอะ เนื่องจากไม่มีค่า default เริ่มต้นมาให้ ทำให้จำเป็นต้องนั่งเขียนค่าทั้งหมดใหม่เลย นอกจากนี้ F-CON V Pro ไม่สามารถบอกทุกๆอย่างเกี่ยวกับตัวรถได้ เพราะรับสัญญาณค่าเข้าจาก sensor แล้วจึงนำค่าที่ได้ไปแปลงแล้วกำหนดองศาการจุดระเบิดแ ละปริมาณการฉีดจ่ายน้ำมันของเครื่องยนต์ แต่ไม่ได้ควบคุมระบบอื่นๆของรถ เช่นการ เปิดแอร์ปิดแอร์ ดังนั้นหากยังต้องการให้รถของคุณสามารถใช้งานได้ทุกว พันยังจำเป็นที่จะต้องพ่วง F-CON V Pro กับกล่อง ECU เดิมติดรถอยู่ดี แต่ถ้าไม่แคร์ว่าไม่มีแอร์ก็ไม่เป็นไร อากาศเมืองไทยมันโคตรเย็น จะใช้ F-CON V Pro แบบ stand alone ก็ได้ไม่มีปัญหา<br />
5. แม้ว่า F-CON S จะมีราคาถูกกว่า และมีหน่วยความจำในการสั่งค่าและควบคุมเครื่องยนต์น้ อยกว่า F-CON V Pro รวมถึงมี range ในการจูนได้น้อยกว่า (พูดง่ายๆก็คือมีข้อจำกัดมากกว่าหากต้องการจะทำเครื่ องเยอะๆ) แต่ถ้าเป็นการจูนแบบใช้งานทั่วไปไม้ได้ boost บ้าพลัง คลั่งแรงม้า มากนัก F-CON S ก็สามารถที่จะสร้างแรงม้าและแรงบิดได้ไม่แพ้ F-CON V Pro สักเท่าไร จากตัวอย่างข้อมูลของ HKS ญี่ปุ่นมีดังนี้ครับ ในการจูน JZA 80 เครื่องยนต์ 2JZ GTE Turbo T04 R ด้วยหัวฉีดขนาด 650 cc. (ของเดิมขนาด 480 cc.) ใช้ F-CON S ในการจูนสามารถสร้างแรงม้าได้ที่ 485 แรงม้า ส่วนของ F-CON V Pro สามารถสร้างแรงม้าออกมาได้ 508 แรงม้าซึ่งจะเห็นว่า F-CON S มีแรงม้าน้อยกว่า F-CON V Pro อยู่ประมาณ 23 ตัว สำหรับบางคนอาจจะมองว่ามันเยอะนะ แต่ว่าถ้ามองในแง่ของเงินที่ต้องจ่ายเพิ่มแล้วล่ะก็ มันก็น่าจะ OK ใช่ไหมครับ ส่วนความสามารถในการสร้างแรงม้าของ F-CON S กับ F-CON V ธรรมดานั้นแถบจะไม่ต่างกันเลยคือ F-CON V สามาถสร้างแรงม้าได้ 487.5 ซึ่งมากกว่า F-CON S เพียง 2.5 ตัวเท่านั้น จุดที่เหมือนกันของ F-CON S กับ F-CON V Pro ก็คือจะมี function ปลดล็อคความเร็ว และปลดล็อคบูสท์มาให้เรียบร้อยแล้วทำให้ไม่มีความจำเ ป็นที่จะต้องติดตั้งอุปกรณ์เพิ่มเติมเข้าไปอีก เอาละเมื่อเรารู้แล้วว่า กล่อง F-CON S กับ F-CON V Pro แตกต่างกันอย่างไร คราวนี้มาดูกันสิว่าเราจะสามารถใช้กล่อง F-CON S กับ F-CON V Pro ปรับแต่งและ set ค่าต่างๆ ได้อย่างไร ก่อนจะจูนเราก็ต้องติดตั้งก่อนโดยกล่อง F-CON S กับ F-CON V Pro จะมีชุด Harness ที่ใช้สำหรับต่อพ่วงเข้ากับกล่อง ECU เดิมของรถยนต์ถ้าเป็นของ F-CON S จะเป็นแบบ Plug in ได้เลยถ้ากล่องนั้นตรงกับเครื่องยนต์และรถรุ่นนั้นๆ ไม่ต้องเสียเวลาเดินสายไฟให้เมื่อยตุ้ม แต่ถ้าเป็นของ F-CON V Pro แล้วอาจจะต้องไล่สายไฟใหม่บ้างบางจุดไม่ได้เป็นแบบ plug in เหมือนกับ F-CON Sทั้งหมด แหมก็ของมันแพงต้องยุ่างยากในการใช้หน่อยสิ ซึ่งก็คงป็นหน้าที่ของช่างที่จะติดตั้งหรือไม่ก็คนจู น แต่ถ้าอยากจะลองเดินสายไฟเอาเองก็ตามสะดวกครับ แต่ส่วนใหญ่ที่ผมเห็นมักจะเป็นแบบเหมาจ่ายเหมือน Package มือถือ คือจ่ายทีเดียวรวมติดตั้ง จูน แล้วก็เก็บงาน (ส่วนหลังจากนั้นจะพังไม่พังไม่เกี่ยวแล้วนะครับ) สำหรับการปรับแต่งค่าต่างๆ เพื่อ Tune เครื่องยนต์ให้ไปตามที่เราต้องการ นั้นจะใช้ program Power Writer ซึ่งเป็น program ที่ HKS ใช้ในการปรับแต่งค่าต่างๆของ F-CON S กับ F-CON V Pro การใช้ program นี้จะทำให้สามารถควบคุม ปรับแต่งการสั่งจ่ายน้ำมันและองศาไฟจุดระเบิดกันใหม่ หมดเพื่อให้ Match กับเครื่องยนต์ที่ทำmodify ขึ้นมาใหม่ ซึ่งขั้นตอนการปรับแต่งค่าต่างๆ นั้นมีรายละเอียดปลีกย่อยเยอะมาก<br />
F-CON V Pro, F-CON V, F-CON SZ และสุดท้าย F-CON S ซึ่งก็มีคุณสมบัติแตกต่างกันไป แต่ส่วนใหญ่จะเห็นใช้กันอยู่สองรุ่นเป็นหลักนั้นก็คื อ F-CON V Pro กับ F-CON S ไม่ใช่รุ่นอื่นๆเค้าไม่ใช้กันนะ แต่ว่าส่วนใหญ่เห็นจะไป up-grade F-CON V ให้ไปเป็น V-PRO กันหมด (ไอ้กล่องสีทองๆ) หรือไม่ก็เล่น F-CON S เลย เพราะราคาถูกกว่ากันเยอะ คราวนี้ผมเลยจะถือโอกาศนำสองรุ่นยอดฮิตมาเล่าให้ฟังว ่ามันแตกต่างกันอย่างไร บางคนอาจจะรู้แล้ว บางคนอาจจะรู้แล้ว บทความนี้อาจจะน่าเบื่อไปบ้าง แต่ผมพยายามที่จะเรียบเรียงให้เป็นภาษที่อ่านง่ายๆ ยังไงก็ลองอ่านกันดูละกันนะครับหลายคนอาจจะเคยได้ยิน คำว่า Piggy Back มาก่อนซึ่งถูกแล้วล่ะครับ F-CON นี้ทั้งหมดเป็น Piggy Back แต่มีอยู่รุ่นเดียวที่สามารถใช้แทนกล่อง ECU เดิมๆได้เลยโดยไม่ต้องพ่วงนั้นก็คือ F-CON V Pro ซึ่งสามารถเป็น Stand Alone หรือ Engine Management ได้ (เดี๋ยวผมจะกล่าวที่หลังเดี๋ยวหมดมุข) เอาเป็นว่าเราไปทำความรู้จักกับ Piggy Back กันก่อนดีกว่า</p>
<p>Piggy Back เป็นอุปกรณ์ Electronics ที่ช่วยให้ผู้ใช้สามารถปรับเปลี่ยนเครื่องยนต์ไปในลั กษณะต่างๆตามที่ผู้จูนต้องการได้ อย่างไรก็ดี Piggy Back ยังคงต้องต่อพ่วงกับกล่อง ECU เดิมๆ และ Piggy Back ยังสามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภทได้ดังนี้:</p>
<p>1. Piggy Back ประเภทดักสัญญาณขาเข้า (Input) ก่อนเข้ากล่อง ECU</p>
<p>โดยจะทำหน้าที่แปลงสัญญาณหลังการอ่านค่าของ sensor เป็นรูปแบบของแรงดันกระแสไฟฟ้าหรือความถี่ (แล้วแต่ชนิดของ sensor) ก่อนเข้ากล่อง ECU เพื่อเป็นการประมวลผลในการสั่งจ่ายน้ำมัน,ไฟจุดระเบิ ด เป็นไปตามที่ต้องการ (เปลี่ยนไปจากที่โรงงานตั้งมาก่อนที่จะเข้ากล่อง ECU) เช่น ตอนแรก ณ.ระดับ 2500 RPM มีการวัดระดับไฟได้ที่ 1.2V หลังติดตั้ง Piggy Back เข้าไป Piggy Back จะเปลี่ยนค่าไฟจาก 1.2 V ไปเป็น 1.4V ตามที่เราจูนก่อนที่จะส่งสัญญาณไปเข้ากล่อง ECU นั้นเอง หรือเรียกง่ายๆว่าเป็นการหลอก ECU ให้อ่านค่าเป็นไปตามที่เราต้องการ โดยแปลงสัญญาณจาก sensor ที่ส่งมาก่อนที่จะส่งเข้า ECU</p>
<p>อย่างไรก็ดี Piggy Back ประเภทนี้จะมีขีดจำกัดในการปรับแต่ง เนื่องจากเป็นแบบดักสัญญาณก่อนส่งเข้ากล่อง จึงไม่สามารถที่ปลดรอบเครื่อง หรือสั่งให้หัวฉีด ”ยก” ได้เกินกว่าเดิม เพราะทั้งหมดจะถูกล็อคและสั่งการโดยการประมวลผลของ ECU คือออกมาจาก ECU เลยไม่ได้มาจากการอ่านค่าของ sensor แล้วค่อยส่งเข้ามา</p>
<p>ดังนั้นเจ้า Piggy Back แบบนี้ก็หมดสิทธ์ที่จะไปดักสัญญาณก่อนเข้า (เหมือนผมหมดโอกาศที่จะไปดักเจอและหลอก Paula Taylor ระหว่างทางให้เธอหลงเข้าบ้านผมแทน เพราะเธอไม่ได้ผ่านมาแถวนี้) ทำให้กล่องประเภทนี้ ทำได้เพียง ปลดล็อคความเร็ว เพิ่มบูสท์ เปลี่ยนและปรับ Map ของน้ำมันกับไฟ เปลี่ยนจังหวะการเปิดปิดของ Valveแปรผัน (พวก Vtec-VVTi) และลูกเล่นที่ไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูลหลักของกล่อง ECU เช่นคุมหัวฉีด และอื่นๆ</p>
<p>ส่วนความละเอียดในการปรับจูนนั้นก็ขึ้นอยู่กับชนิดขอ ง Piggy Back ชนิดนั้นๆ บางประเภทถูก Fix ตำแหน่งในการปรับมาได้ไม่กี่ที่เช่น พวก APEXi S-AFC / V-AFC ส่วนที่สามารถปรับได้ละเอียดทุกๆย่านความเร็วและรอบเ ครื่องเช่น Perfect Power ของ Smart Tuner (ซึ่งอันนี้บ้านเราไม่ฮิต) เป็นต้น</p>
<p>2. Piggy Back ประเภทดักสัญญาณขาออก (Out-put) จากกล่อง ECU</p>
<p>โดยกล่องประเภทนี้จะดักสัญญาณที่ส่งออกมาจากกล่อง ECU มาเข้าที่ตัวเองก่อนแล้วปรับแต่งค่าต่างๆของสัญญาณให ้เป็นไปตามที่ต้องการก่อนที่จะส่งค่าแรงดันกระแสไฟฟ้ าที่ปรับแต่งแล้ว ไปสู่หัวฉีดหรือ Ignition Module ทำให้ Piggy Back ประเภทนี้สามารถที่จะปรับแต่งเครื่องยนต์ได้อิสระมาก กว่าแบบแรก (เหมือนกับถ้าผมไปดัก Paula ตั้งแต่หน้าบ้านของเธอ ผมก็มีโอกาศที่จะหลอกเธอให้ไปกับผมและทำตามที่ผมต้อง การได้มากกว่าต้องไปดักรอเธอตอนกลับจากข้างนอก) เช่น Power FC และ F-CON ของ HKS ก็รวมอยู่ในชนิดหลังนี้ด้วย</p>
<p>ส่วน Engine Management จะมีหลักการทำงานโดยอิสระไม่ขึ้นกับ ECU เพราะจะใช้การประมวลผลที่ตรวจวัดโดยตรงของ sensor ซึ่งมีทั้งแบบที่ให้ใช้กับ sensor และสายไฟเดิมได้เลย ไม่ต้องมานั่งเดินสายไฟกันใหม่หมด แต่แบบนี้ก็มีจะมีข้อจำกัดเช่นหาก sensor เดิมรับบูสท์ได้เพียงแค่ 1.0 BAR แต่เราต้องการ Boost 1.5 BAR ก็ต้องมานั่งเปลี่ยน sensor กันใหม่หมด</p>
<p>ส่วนอีกประเภทหนึ่งก็คือใช้ sensor ที่ติดมากับกล่อง Engine Management ซึ่งจะเสียเวลายุ่งยากในการติดตั้งเพราะต้องเดินสายไ ฟและ sensor ใหม่หมด แต่ข้อดีก็คือเราสามารถที่จะเลือกค่าต่างๆในการอ่านค ่าสัญญาณ ได้ตามใจคนจูน ที่นี้จะบูสท์กันกี่ BAR ก็ตามแต่สะดวก นอกจากนี้จุดเด่นของ Engine Management คือการที่มี function ต่างๆที่มีให้เล่นกันหลากลหาย (แล้วแต่ยี่ห้อนะครับ บางยี่ห้อก็เป็น function มาตรฐานบางยี่ห้อก็เป็น option ที่ต้องเสียตังค์เพิ่มเอง) เช่น Anti-Lag</p>
<p>โดยกล่องประเภท Engine Management นั้นส่วนใหญ่จะลงชื่อด้วย tech ทั้งหลายไม่ว่าจะเป็น Motec Haltec Microtech และยังรวมไปถึง Power FC และ F-CON V Pro (เท่านั้นนะครับ F-CON ตัวอื่นๆไม่เกี่ยว) ที่สามารถเป็นได้ทั้ง Piggy Back และ Engine Management ได้ด้วย แล้วแต่จะเลือก</p>
<p>หลังจากที่รู้แล้วว่า Engine Management กับ Piggy Back มีคุณสมบัติแตกต่างกันอย่างไร เราลองมาดูกันดีกว่าว่า เจ้ากล่อง F-CON เนี่ยมันมีประวัติความเป็นมาอย่างไร</p>
<p>กล่อง F-CON เป็นผลผลิตของบริษัท HKS ที่ได้ทำการคิดค้นและพัฒนาอุปกรณ์ที่จะใช้ในการควบคุ มระบบเชื่อเพลิงและการจุดระเบิด โดยปู่ของเจ้า F-CON มีชื่อว่า Programmed Fuel Computer System หรือที่เรารู้จักในชื่อ PFC F-CON โดยมันถือกำเนิดขึ้นมาบนโลกบวมๆใบนี้ตั้งแต่ปี 1985 นู้น โดยมันสามารถปรับจูนปริมาณการฉีดจ่ายน้ำมันเชื้อเพลิ งฝนแต่ละรอบเครื่องยนต์และความดันในท่อร่วมไอดีทุกๆค ่าได้</p>
<p>อย่างไรก็ดีมันยังไม่มี Function FCD (Fuel Cut Defencer) หรือที่เรารู้จักกันในนามตัวป้องกันการตัดน้ำมัน และตัว GCC (Graphic Control Computer) ซึ่งเป็นตัวทำหน้าที่ปรับค่าการจ่ายน้ำมันเชื้อเพลิง และองศาการจุดระเบิดของเครื่องยนต์ ทำให้ต้องพ่วงอุปกรณ์เสริมทั้งสองอย่างนี้อยู่ตลอด</p>
<p>Feature Story: F-CON Series<br />
F-CON for Dummies&#8230;<br />
ก่อนอื่นเลยต้องขออภัยที่ดองบทความนี้ไว้นานมากจนแถบ บูด เนื่องจากมีข่าวและเหตุการณ์ใหม่ๆเกิดขึ้นมากมายในโล กยานยนต์ ไม่ว่าจะเป็นภาพ version ผลิตจริงๆของ Series 3 E90 หรือการเปิดตัวครั้งแรกของ Ferrari รุ่นต่อของ F360 หรือที่เรียกว่า F430 Modena Evoluzione ทำให้เราอยากจะนำเสนอบทความที่กล่าวมาก่อน เลยทำให้บทความเกี่ยวกับกล่อง ECU นี้ถูกเลื่อนออกไปเรื่อยๆ จนพึ่งมีโอกาศนำมาเสนอนี่แหละ เอาเป็นว่าเพื่อนๆชาว Motortoday คงไม่โกรธกันนะคร้าบ</p>
<p>โดยครั้งนี้เราจะเอาใจคนชอบ modify บ้าง เพราะปัจจุบันเห็นฮิตกันเหลือเกินสำหรับการจะตกแต่งร ถสักคันให้สามารถแสดง performance ออกมาได้เต็มที่เหมือนกับกินไวอากร้า แน่นอนว่าสิ่งที่ขาดไม่ได้เลยในยุคนี้คงไม่พ้นรกล่อง ที่ปรับจูนได้ โดยคราวนี้ผมจะนำเสนอเกี่ยวกับกล่อง ECU ยอดฮิตติดลมบน สำหรับรถญี่ปุ่น แน่นอนว่าคงไม่พ้น F-CON ซึ่งมีหลากหลายรุ่น ไม่ว่าจะเป็น F-CON V Pro, F-CON V, F-CON SZ และสุดท้าย F-CON S ซึ่งก็มีคุณสมบัติแตกต่างกันไป แต่ส่วนใหญ่จะเห็นใช้กันอยู่สองรุ่นเป็นหลักนั้นก็คื อ F-CON V Pro กับ F-CON S ไม่ใช่รุ่นอื่นๆเค้าไม่ใช้กันนะ แต่ว่าส่วนใหญ่เห็นจะไป up-grade F-CON V ให้ไปเป็น V-PRO กันหมด (ไอ้กล่องสีทองๆ) หรือไม่ก็เล่น F-CON S เลย เพราะราคาถูกกว่ากันเยอะ คราวนี้ผมเลยจะถือโอกาศนำสองรุ่นยอดฮิตมาเล่าให้ฟังว ่ามันแตกต่างกันอย่างไร บางคนอาจจะรู้แล้ว บางคนอาจจะรู้แล้ว บทความนี้อาจจะน่าเบื่อไปบ้าง แต่ผมพยายามที่จะเรียบเรียงให้เป็นภาษที่อ่านง่ายๆ ยังไงก็ลองอ่านกันดูละกันนะครับ</p>
<p>หลายคนอาจจะเคยได้ยินคำว่า Piggy Back มาก่อนซึ่งถูกแล้วล่ะครับ F-CON นี้ทั้งหมดเป็น Piggy Back แต่มีอยู่รุ่นเดียวที่สามารถใช้แทนกล่อง ECU เดิมๆได้เลยโดยไม่ต้องพ่วงนั้นก็คือ F-CON V Pro ซึ่งสามารถเป็น Stand Alone หรือ Engine Management ได้ (เดี๋ยวผมจะกล่าวที่หลังเดี๋ยวหมดมุข) เอาเป็นว่าเราไปทำความรู้จักกับ Piggy Back กันก่อนดีกว่า</p>
<p>Piggy Back เป็นอุปกรณ์ Electronics ที่ช่วยให้ผู้ใช้สามารถปรับเปลี่ยนเครื่องยนต์ไปในลั กษณะต่างๆตามที่ผู้จูนต้องการได้ อย่างไรก็ดี Piggy Back ยังคงต้องต่อพ่วงกับกล่อง ECU เดิมๆ และ Piggy Back</p>
<p>Article By : Narun Lee<br />
เครดิต<br />
<a href="http://www.hondaloverclub.com/forums/showthread.php?t=8115">http://www.hondaloverclub.com/forums/showthread.php?t=8115</a></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dookaba.com/blog/%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b9%81%e0%b8%95%e0%b8%81%e0%b8%95%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%a5%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87-f-con-s%e0%b8%81%e0%b8%b1.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>กฎหมายจราจรที่ควรทราบ</title>
		<link>http://www.dookaba.com/blog/%e0%b8%81%e0%b8%8e%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%88%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%88%e0%b8%a3%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%a3%e0%b8%97%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%9a.html</link>
		<comments>http://www.dookaba.com/blog/%e0%b8%81%e0%b8%8e%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%88%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%88%e0%b8%a3%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%a3%e0%b8%97%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%9a.html#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 24 Mar 2010 09:32:19 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[สาระน่ารู้]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.dookaba.com/blog/?p=240</guid>
		<description><![CDATA[ข้อหาหรือฐานความผิดตามกฎหมายจราจรทีเกี่ยวข้องกับการ ขับรถที่ควรทราบ ลำดับ ข้อหาหรือฐานความผิด มาตราที่กำหนด ความผิดและโทษ อัตราโทษ 1 ขับรถในทางเดินรถทางขวา  ม.33 ,151 ปรับตั้งแต่200-500บาท   2 ขับรถในทางเดินรถล้ำกึ่งกลางของทางเดินรถเว้นแต่(1)ท างด้านซ้ายมีสิ่งกัีดขวางหรือถูก ปิดการจราจร (2)เป็้นทางเดินรถทางเดียว (3)ทางเดินรถกว้างไม่ถึง 6 เ้มตร  ม.33,151 ปรับตั้งแต่200-500บาท   3 ขับรถผิดช่องทางเดินรถ  ม.34,151 ปรับตั้งแต่200-500บาท   4ไม่ขับรถใกล้กับช่องเดินรถประจำทาง ในทางที่ได้จัดช่องเดินรถประจำทางไว้ในซ่องเดินรถซ้า ยสุด เว้นแต่(1)ช่องเดินรถนั้นมีสิ่งกีดขวางหรือถูกปิดการ จราจร (2)เป็นทางเดินรถ ทางเดียว(3)จะต้องเข้าช่องทางให้ถูกต้องเมื่อใกล้ทาง ร่วมทางแยก(4)เมื่อจะแซงขึ้นหน้ารถคันอื่น ม.34,151 ปรับตั้งแต่200-500บาท   5 ขัยรถช้าไม่ขับให้ใกล้ขอบทางเดินรถทางด้านซ้ายเท่าที ่จะทำได้  ม.35 วรรคแรก,157 ปรับตั้งแต่400-1000บาท   6 ไม่ขับรถในช่องทางเดินรถซ้ายสุดหรือใกล้เคียงกับช่อง เดินรถประจำทาง  ม.35วรรคสอง , 157 ปรับตั้งแต่400-1000บาท   [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ข้อหาหรือฐานความผิดตามกฎหมายจราจรทีเกี่ยวข้องกับการ ขับรถที่ควรทราบ</p>
<p>ลำดับ ข้อหาหรือฐานความผิด มาตราที่กำหนด<br />
ความผิดและโทษ อัตราโทษ<br />
1 ขับรถในทางเดินรถทางขวา<br />
 ม.33 ,151 ปรับตั้งแต่200-500บาท<br />
 <br />
2 ขับรถในทางเดินรถล้ำกึ่งกลางของทางเดินรถเว้นแต่(1)ท างด้านซ้ายมีสิ่งกัีดขวางหรือถูก<br />
ปิดการจราจร (2)เป็้นทางเดินรถทางเดียว (3)ทางเดินรถกว้างไม่ถึง 6 เ้มตร<br />
 ม.33,151 ปรับตั้งแต่200-500บาท<br />
 <br />
3 ขับรถผิดช่องทางเดินรถ<br />
 ม.34,151 ปรับตั้งแต่200-500บาท<br />
 <br />
4ไม่ขับรถใกล้กับช่องเดินรถประจำทาง ในทางที่ได้จัดช่องเดินรถประจำทางไว้ในซ่องเดินรถซ้า ยสุด เว้นแต่(1)ช่องเดินรถนั้นมีสิ่งกีดขวางหรือถูกปิดการ จราจร (2)เป็นทางเดินรถ<br />
ทางเดียว(3)จะต้องเข้าช่องทางให้ถูกต้องเมื่อใกล้ทาง ร่วมทางแยก(4)เมื่อจะแซงขึ้นหน้ารถคันอื่น ม.34,151 ปรับตั้งแต่200-500บาท<span id="more-240"></span><br />
 <br />
5 ขัยรถช้าไม่ขับให้ใกล้ขอบทางเดินรถทางด้านซ้ายเท่าที ่จะทำได้<br />
 ม.35 วรรคแรก,157 ปรับตั้งแต่400-1000บาท<br />
 <br />
6 ไม่ขับรถในช่องทางเดินรถซ้ายสุดหรือใกล้เคียงกับช่อง เดินรถประจำทาง<br />
 ม.35วรรคสอง , 157 ปรับตั้งแต่400-1000บาท<br />
 <br />
7ผู้ขับขี่รับหรือเสพเข้าร่า่งกายซึ่งวัตถุออกฤทธิ์ต่ อจิตและประสาทกลุ่มแอมเฟตามีน  ม.43ทวิ,157ทวิ วรรคแรก<br />
 -จำคุกไม่เกิน 6 เดือน   -ปรับ 5,000-20,000 บาทหรือ ทั้งจำทั้งปรับ<br />
 <br />
8 ผู้ขับขี่รับหรือเสพเข้าร่า่งกายซึ่งวัตถุออกฤทธิ์ต่ อจิตและประสาทกลุ่มแอมเฟตามีน<br />
เป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส ม.43ทวิ,157 ทวิ  วรรคสาม<br />
 -ให้ศาลเพิกถอนใบขับขี่<br />
-จำคุก 2-6 ปี ปรับ 40,000-120,000 บาท<br />
 <br />
9 ผู้ขับขี่รับหรือเสพเข้าร่า่งกายซึ่งวัตถุออกฤทธิ์ต่ อจิตและประสาทกลุ่มแอมเฟตามีน<br />
เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ม.43ทวิ,157ทวิ  วรรคสาม ให้ศาลเพิกถอนใบขับขี่<br />
-จำคุก 3-10 ปี ปรับ 6,0000- 200,000 บาท<br />
 <br />
10 ขับรถแซงรถคันอื่นโดยไม่ให้เสียงสัญญาณดังพอที่จะทำใ ห้ผู้ขับรถคันหน้าทราบ<br />
(กรณีมิได้แบ่งทางเดินรถไว้)  ม.44 วรรค1,148 ปรับไม่เกิน 500 บาท</p>
<p> <br />
11 ขับรถแซงโดยรถคันหน้ายังไม่ได้ให้สัญญาณตอบ(อนุญาตหร ือยอมให้แซง) ม.44วรรค 1, 148 ปรับไม่เกิน 500 บาท<br />
 <br />
12 ขับรถแซงรถคันอื่นแล้วตัดหน้ารถคันที่ถูกแซงในระยะกร ะขั้นขิด<br />
 ม.44วรรค2, 148 ปรับไม่เกิน 500 บาท<br />
 <br />
13 ขับรถแซงรถคันอื่นด้านซ้าย เว้นแต่(1)รถที่ถูกแซงกำลังเลี้ยวขวาหรือให้สัญาณว่า<br />
จะเลี้ยวขวา(2)ทางเดินรถแบ่งไว้ตั้งแต่ 2ช่องทางขึ้นไป<br />
 ม.45 ,157 ปรับตั้งแต่ 400-1,000 บาท<br />
 <br />
14 ขับรถแซงซ้ายในทางที่จัดแบ่งช่องเดินรถทางเดียวกันไว ้ตั้งแต 2 ช่องขึ้นไปแล้วตัดหน้า<br />
รถที่ตามมาในระยะกระชั้นชิด<br />
 มง45วรรคท้าย,157 ปรับตั้งแต่ 400-1,000 บาท<br />
 <br />
15 ขับรถแซงรถคันอื่นเมื่อรถกำลังขึ้นทางชัน<br />
 ม.46(1) , 157 ปรับตั้งแต่ 400-1,000 บาท<br />
 <br />
16 ขับรถแซงรถคันอื่นในทางโค้ง เว้นมีป้ายให้แซงได้<br />
 ม.46(1) ,157 ปรับตั้งแต่ 400-1,000 บาท<br />
 <br />
17 ขับรถแซงรถคันอื่นเมื่อรถกำลังขึ้นสะพาน<br />
 ม.46(1) , 157 ปรับตั้งแต่ 400-1,000 บาท<br />
 <br />
18 ขับรถแซงรถคันอื่นภายในระยะ 30 เมตร ก่อนถึงทางข้าม<br />
 ม.46(2) , 157 ปรับตั้งแต่ 400-1,000 บาท<br />
 <br />
19 ขับรถแซงรถคันอื่นภายในระยะ 30 เมตร ก่อนถึงทางร่วมทางแยก<br />
 ม.46(2) , 157 ปรับตั้งแต่ 400-1,000 บาท<br />
 <br />
20 ขับรถแซงรถคันอื่นภายในระยะ 30 เมตร ก่อนถึงวงเวียน<br />
 ม.46(2) , 157 ปรับตั้งแต่ 400-1,000 บาท<br />
 <br />
21 ขับรถแซงรถคันอื่นภายในระยะ 30 เมตร ก่อนถึงเกาะที่สร้างไว้(เพื่อให้รถอ้อม)<br />
 ม.46(2) , 157 ปรับตั้งแต่ 400-1,000 บาท<br />
 <br />
22 ขับรถแซงรถคันอื่นภายในระยะ 30 เมตร ก่อนถึงทางเดินรถที่ตัดข้ามทางรถไฟ<br />
 ม.46(2) ,157 ปรับตั้งแต่ 400-1,000 บาท<br />
 <br />
23 ขับรถแซงรถคันอื่นเมื่อมีหมอก ,ฝุ่น,ฝน,ควัน ทำให้ไม่อาจเห็นทางข้างหน้าได้ในระยะ<br />
60 เมตร ม.46(3) ,157 ปรับตั้งแต่ 400-1,000 บาท<br />
 <br />
24 ขับรถแซงรถคันอื่นเมื่อเข้าที่คับขันหรือเขตปลอดภัย<br />
 ม.46(4) , 157 ปรับตั้งแต่ 400-1,000 บาท<br />
 <br />
25 ขับรถแซงรถคันอื่นล้ำเส้นกึ่งกลางของทางเดินรุที่กำห นดไว้ ม.47 วรรค1 , 157 ปรับตั้งแต่ 400-1,000 บาท<br />
26 ขับรถแซงรถคันอื่นล้ำเข้าไปในช่องเดินรถประจำทาง(เว้ นมีสิ่งกีดขวางหรือคำสั่งของ<br />
เจ้าพนักงานจราจร  ม. 48 , 157 ปรับตั้งแต่ 400-1,000 บาท<br />
 <br />
27 ขับรถด้วยความเร็วต่ำไม่ยอมให้รถที่ใช้ความเร็วสูงกว ่าแซงเมื่อได้รับสัญญาณขอแซง<br />
จากรถคันที่อยู่ข้างหลัง ม.49 , 152 ปรับไม่เกิน 1,000 บาท<br />
 <br />
28 ขับรถที่ถูกขอแซงไม่ให้สัญญาณอนุญาตให้แซงเมื่อเห็นว ่าทางเดินรถข้างหน้าปลอดภัย<br />
และไม่มีรถอื่นสวนมาในระยะกระชั้นชิด ม.49 , 152 ปรับไม่เกิน 1,000 บาท<br />
 <br />
29 ขับรถที่ถูกขอแซงไม่ลดความเร็วและขับรถชิดด้านซ้ายขอ งทาง เพื่อให้รถที่จะแซงผ่าน<br />
ขึ้นไปโดยปลอดภัย  ม.49 , 152 ปรับไม่เกิน 1,000 บาท<br />
 <br />
30 ขับรถไม่ให้สัญญาณก่อนจะเลี้ยว,ก่อนให้รถคันอื่นแซงข ึ้นหน้า,ก่อนเปลี่ยนช่องเดินรถ<br />
หรือก่อนจะหยุดรถ  ม.36 วรรค1 , 148 ปรับไม่เกิน 500 บาท<br />
 <br />
31 ให้สัญญาณก่อนเลี่้ยว,เปลี่ยนช่องเดินรถ,จอดหรือหยุด รถเป็นระยะทางน้อยกว่า 30 เมตร<br />
 ม.36วรรค3,148 ปรับไม่เกิน 500 บาท<br />
 <br />
32 ขับรถยนต์หรือรถจักรยานยนต์ ให้สัญญาณไม่ถูกต้องก่อนจะหยุดรถ,เลี้ยวรถ,เปลี่ยนช่ อง<br />
เดินรถ,หรือให้รถคันอื่นแซงขึ้นหน้า ม.38,148 ปรับไม่เกิน 500 บาท<br />
 <br />
33 ขับรถสวนกันไม่ชิดทางด้านซ้ายของทางเดินรถ<br />
 ม.38,148 ปรับไม่เกิน 500 บาท<br />
 <br />
34 ขับรถสวนกันในช่องทางเดินรถที่แคบ ไม่ลดความเร็ว<br />
 ม.39,151 ปรับ 200 &#8211; 500 บาท<br />
 <br />
35 ขับรถในทางเดินรถ ฝ่าฝืนเครื่องหมายจราจรให้เดินรถทางเดียว<br />
 ม.41 , 148 ปรับไม่เกิน 500 บาท<br />
 <br />
36 ขับรถในขณะหย่อนความสามารถที่จะขัยรถ ม.43(1),160 วรรค 3</p>
<p>-จำคุกไม่เกิน 3 เดือน<br />
-ปรับ 2,000 -10,000 บาท<br />
-ทั้งจำทั้งปรับ<br />
 <br />
37 ขับรถในขณะเมาสุราหรือของเมาอย่างอื่น ม.43(2) ,160 วรรค 3</p>
<p> จำคุกไม่เกิน 3 เดือน<br />
-ปรับ 2,000 -10,000 บาท<br />
-ทั้งจำทั้งปรับ<br />
 <br />
38 ขับรถในลักษณะผิดปกติวิสัยของการขับรถตามธรรมดาหรือไ ม่อาจแลเห็นทางด้านหลัง<br />
ได้พอแก่ความปลอดภัย</p>
<p> ม.43(5) ,160 วรรค 3<br />
- จำคุกไม่เกิน 3 เดือน<br />
-ปรับ 2,000 -10,000 บาท<br />
-ทั้งจำทั้งปรับ<br />
 <br />
39 ขับรถโดยไม่คำนึงถึงความเดือดร้อนหรือความปลอดภัยของ ผู้อื่น<br />
 ม.43(8) ,160 วรรค 3</p>
<p>- จำคุกไม่เกิน 3 เดือน<br />
-ปรับ 2,000 -10,000 บาท<br />
-ทั้งจำทั้งปรับ<br />
 <br />
40 ขับรถในลักษณะกีดขวางการจราจร<br />
 ม.43(3) , 157 ปรับตั้งแต่ 400 &#8211; 1,000 บาท<br />
 <br />
41 ขับรถโดยประมาทอันอาจเกิดอันตรายแก่บุคคลและทรัพย์สิ น<br />
 ม.43(4) , 157 ปรับตั้งแต่ 400 &#8211; 1,000 บาท<br />
 <br />
42 ขับรถคร่อมหรือทับเส้นแนวแบ่งช่องเดินรถ(เว้นเปลี่ยน ช่องเดินรถ,เลี้ยวรถหรือกลับรถ)<br />
 ม.43(6) ,157 ปรับตั้งแต่ 400 &#8211; 1,000 บาท<br />
 <br />
43 ขับรถบนทางเท้าโดยไม่มีเหตุอันสมควร<br />
 ม.43(7) , 157 ปรับตั้งแต่ 400 &#8211; 1,000 บาท<br />
 <br />
44 ขับรถออกจากที่จอด ไม่ให้สััญญาณในกรณีที่มีรถจอดหรือมีสิ่งกัดขวางอยู่ ข้างหน้า<br />
 ม.50 ,152 ปรับตั้งแต่ 400 &#8211; 1,000 บาท<br />
 <br />
45 ขับรถออกจากที่จอดเป็นการกีดขวางการจราจรหรือไม่ปลอด ภัย</p>
<p> ม.50,152 ปรับๆม่เกียวตั้งแต่ 400 &#8211; 1,000 บาท<br />
 <br />
46ขับรถจะเลี้ยวขวาไม่ชิดทางด้านขวาของแนวกึ่งกลางทางเ ดิินรถก่อนถึงทางเลี้ยวไม่น้อย<br />
กว่า 30 เมตร ม.51(2) (ก),148 ปรับไม่เกิน 500</p>
<p> <br />
47 ขับรถเลี้ยวขวาในทางร่วมทางแยก ไม่ยอมให้รถที่สวนมาิิิผ่านทางร่วมทางแยกไปก่อน<br />
 ม.51(2)(จ),148 ปรับไม่เกิน 500<br />
 <br />
48 ขับรถอ้อมไปทางขวาของวงเวียน หรือเกาะ(ย้อนศร)<br />
 ม.51(23)(จ),148 ปรับไม่เกิน 500<br />
 <br />
49 กลับรถเมื่อมีรถอื่นสวนหรือตามมาในระยะ ไม่น้อยหว้า 150 เมตร<br />
 ม.52 , 151 ปรับตั้งแต่ 200 &#8211; 500 บาท<br />
 <br />
50 เลี้่้ยวรถในทางเดินรถที่มีเครื่องหมายห้ามเลี้ยว<br />
 ม.53(1) , 157 ปรับตั้งแต่ 200 &#8211; 500 บาท<br />
 <br />
51 กลับรถในทางเดินรถที่มีเครื่องหมายห้ามกลับ<br />
 ม.53(1) , 157 ปรับตั้งแต่ 200 &#8211; 500 บาท<br />
 <br />
52 กลับรถในที่คับขัน,บนสะพาน,ในเขตปลอดภัย หรือในระยะ 100 เมตร จากทางราบของ<br />
เชิงสะพาน  ม.53(2) , 157 ปรับตั้งแต่ 200 &#8211; 500 บาท</p>
<p> <br />
53 กลับรถในทางร่วมทางแยกโดยไม่มีเครื่องหมายจราจรให้กล ับได้<br />
 ม.53(3) , 157 ปรับตั้งแต่ 400-1000 บาท<br />
 <br />
54 ขับรถไม่ให้สัญญาฯก่อนหยุดหรือจอดรถ<br />
 ม. 54 , 148  ปรับไม่เกิน 500 บาท<br />
 <br />
55 ให้สัญญาณก่อนหยุดรถหรือจอดรถในระยะน้อยกว่า 30 เมตร<br />
 ม. 54 , 148  ปรับไม่เกิน 500 บาท<br />
 <br />
56 หยุดหรือจอดรถเป็นการกีดขวางการจราจร<br />
 ม. 54 , 148  ปรับไม่เกิน 500 บาท<br />
 <br />
57 จอดรถทางขวาของทางเดินรถ<br />
 ม. 54 , 148  ปรับไม่เกิน 500 บาท<br />
 <br />
58 จอดรถไม่ขนานกับขอบทางหรือไหล่ทาง<br />
 ม. 54 , 148  ปรับไม่เกิน 500 บาท<br />
 <br />
59 จอดรถห่างจากขอบทางหรือไหล่ทางเกิน 25 เซนติเมตร<br />
 ม. 54 , 148  ปรับไม่เกิน 500 บาท<br />
 <br />
60 ไม่จอดรถตามทิศทางที่เจ้าพนักงานจราจรกำหนดไว้<br />
 ม. 54 , 148  ปรับไม่เกิน 500 บาท<br />
 <br />
61 หยุดรถในช่องทางเดินรถ<br />
 ม.55(1) , 148 ปรับไม่เกิน 500 บาท<br />
 <br />
62 หยุดรถในทางเท้า<br />
 ม.55(2) , 148 ปรับไม่เกิน 500 บาท<br />
 <br />
63 หยุดรถบนสะพานหรือในอุโมงค์<br />
 ม.55(3) , 148 ปรับไม่เกิน 500 บาท<br />
 <br />
64 หยุดรถในทางร่วมทางแยก<br />
 ม.55(4) , 148 ปรับไม่เกิน 500 บาท<br />
 <br />
65 หยุดรถในเขตที่มีเครื่องหมายจราจรห้ามหยุด<br />
 ม.55(5) , 148 ปรับไม่เกิน 500 บาท<br />
 <br />
66 หยุดรถตรงปากทางเข้า &#8211; ออก ของอาคารหรือทางเดินรถ<br />
 ม.55(6) , 148 ปรับไม่เกิน 500 บาท<br />
 <br />
67 หยุดรถในเขตปลอดภัย<br />
 ม.55(7) , 148 ปรับไม่เกิน 500 บาท<br />
 <br />
68 จอดรถบนทางเท้า<br />
 ม.57(1) ,148 ปรับไม่เกิน 500 บาท<br />
 <br />
69 จอดรถบนสะพานหรือในอุุโมงค์<br />
 ม.57(3) ,148 ปรับไม่เกิน 500 บาท<br />
 <br />
70 จอดรถในทางร่วมทางแยกหรือในระยะ 10 เมตร จากทางร่วมทางแยก<br />
 ม.57(3) ,148 ปรับไม่เกิน 500 บาท<br />
 <br />
71 จอดรถในทางข้ามหรือในระยะ 3 เมตรจากทางข้าม<br />
 ม.57(4) ,148 ปรับไม่เกิน 500 บาท<br />
 <br />
72 จอดรถในเขตที่มีเครื่องหมายจราจรห้ามจอด<br />
 ม.57(5) ,148 ปรับไม่เกิน 500 บาท<br />
 <br />
73 จอดรถในระยะ 3 เมตรจากท่อน้ำดับเพลิง<br />
 ม.57(6) ,148 ปรับไม่เกิน 500 บาท<br />
 <br />
74 จอดรถในระยะ 10 เมตร จากที่ติดตั้งสัญญาณจราจร<br />
 ม.57(7) ,148 ปรับไม่เกิน 500 บาท<br />
 <br />
75 จอดรถในระยะ 15 เมตรจากทางรถไฟผ่าน<br />
 ม.57(8) ,148 ปรับไม่เกิน 500 บาท<br />
 <br />
76 จอดรถซ้อนคันกับรถคันอื่นที่จอดอยู่ก่อนแล้ว<br />
 ม.57(9) ,148 ปรับไม่เกิน 500 บาท<br />
 <br />
77 จอดรถตรงปากทางเข้า ออกของอาคารหรือทางเดินรถในระยะ 5 เมตร จากปากทาง<br />
เดินรถ ม.57(10) ,148 ปรับไม่เกิน 500 บาท<br />
 <br />
78จอดรถระหว่างเขตปลอดภัยกับขอบทางหรือในระยะ 10 เมตร นับจากปลายสุดของเขต<br />
ปลอดภัยทั้งสองข้าง ม.57(11) ,148 ปรับไม่เกิน 500 บาท<br />
 <br />
79 จอดรถในที่คับขัน  ม.57(12) ,148 ปรับไม่เกิน 500 บาท<br />
 <br />
80จอดรถในระยะ 15 เมตร ก่อนถึงเครื่องหมายหยุดรถประจำทางหรือจอดรถในระยะเลย<br />
เครื่องหมายไปอีก 3 เมตร ม.57(12) ,148 ปรับไม่เกิน 500 บาท<br />
 <br />
81 จอดรถในระยะ 3 เมตรจากตู้ไปรษณีย์<br />
 ม.57(14) ,148 ปรับไม่เกิน 500 บาท<br />
 <br />
82 จอดรถในลักษณะกีดขวางการจราจร<br />
 ม.57(15) ,148 ปรับไม่เกิน 500 บาท<br />
 <br />
83 จอดรถในทางเดินรถ ไม่หยุดเครื่องยนต์และห้ามล้อรถเมื่อผู้ขับขี่ไม่อยู ่ควบคุมรถ<br />
 มง58 ,148 ปรับไม่เกิน 500 บาท<br />
 <br />
84 จอดรถในทางเดินรถที่เป็นทางลาดหรือชัน ไม่หันล้อหน้าของรถเข้าขอบทาง<br />
 ม.58 ,148 ปรับไม่เกิน 500 บาท<br />
 <br />
85 ขัดคำสั่งของเจ้าพนักงานหรือพนักงานเจ้าหน้าที่สั่งใ ห้เคลื่อนย้ายที่หยุดหรือจอดให้พ้น<br />
จากการกีดขวาง  ม.59วรรค 1แก้ตาม รสช.39 พ.ศ.2534,159<br />
 -จำคุกไม่เกิน 3เดือน หรือ ปรับไม่เกิน 5000 บาท หรือทั้งจำทั่งปรับ<br />
 <br />
86 หยุดหรือจอดในทางเดินรถนอกเขตเทศบาล ณ ที่ซึ่งผู้ขับรถอื่นจะเห็นได้ในระยะน้อย<br />
กว่า 150 เมตร  ม.3 148 ปรับไม่เกิน 500 บาท<br />
 <br />
87 จอดรถในทางเดินรถหรือไหล่ทางในเวลาที่มีแสงสว่างไม่เ พียงพอ ไม่เปิดไฟหรือใช้<br />
แสงสว่างตามที่กำหนดในกฎกระทรวง ฯ ม.61,151 กฎกระทรวง ฉบับที่2(2522)ลง 30 พ.ค.2522<br />
 ข้อ 14(1)หรือ(2) ปรับตั้งแต่ 200 &#8211; 500 บาท<br />
 <br />
88 ไม่ลดความเร็วของรถและไม่หยุดรถให้ห่างจากทางรถไฟ ไม่น้อยกว่า 5 เมตร ถ้าปรากฏ<br />
ว่า 1.มีเครื่องหมายหรือสัญญาณระวังรถไฟ แสดงว่ารถไฟกำลังจะผ่าน<br />
2.มีเสียงสัญญาณของรถไฟหรือรถไฟกำลังแล่นผ่านเข้ามาใ กล้ ม.62,148 ปรับไม่เกิน 500<br />
 <br />
89 ไม่ลดความเร็วของรถเมื่อขับตามหรือสวนรถโรงเรียนที่ก ำลังหยุดรับ-ส่ง นักเรียน<br />
 ม.64 , 152 ปรับไม่เกิน 1000 บาท<br />
 <br />
90 ขับรถเร็วเกินกำหนด ฝ่าฝืนเครื่องหมายจราจรที่ได้ติดตั้งไว้ในทาง<br />
 ม.67วรรค 1,152 ปรับไม่เกิน 1000 บาท<br />
 <br />
91 ขับรถเร็วเกินกำหนดในกฎกระทรวง<br />
1รถบรรทุกเกิน 1200 กก./ รถโดยสาร ในเขตเทศบาล 60 ก.ม./ช.ม.<br />
นอกเขตเทศบาล 80 ก.ม./ช.ม.<br />
2.รถอื่น นอกจาก 1 ขณะลากจูง พ่วง บรรทุกหนักเกิน 1200 กก.,รถยนต์ 3 ล้อ ในเขต<br />
เทศบาล 45 ก.ม./ช.ม. นอกเขตเทศบาล 60 ก.ม./ช.ม.<br />
3.รถอื่นๆ นอกจาก 1 หรือ 2 หรือรถจักรยานยนต์ ในเขตเทศบาล 80 ก.ม./ ช.ม.<br />
นอกเขตเทศบาล 90 ก.ม./ช.ม. ม.67วรรค 1,152.<br />
กฎกระทรวงฉบับที่6(2522)ลง 30 พ.ค.2522 ข้อ 1(1),(2)หรือ(3)<br />
 ปรับไม่เกิน 1000 บาท<br />
 <br />
92 เลี้ยวรถโดยไม่ลดความเร็วของรถ<br />
 ม.68 ,148 ปรับไม่เกิน 500 บาท<br />
 <br />
93 ให้รถคันอื่นแซงโดยไม่ลดความเร็วของรถ<br />
 ม. 68 , 148  ปรับไม่เกิน 500 บาท<br />
 <br />
94 ขับรถในทางเดินรถบนเนินเขาโดยไม่ลดความเร็วของรถ<br />
 ม. 69 ,148  ปรับไม่เกิน 500 บาท<br />
 <br />
95 ขับรถบนสะพาน,เชิงสะพาน,ที่แคบ,ทางโค้ง ,ทางลาดหรือที่คับขัน ไม่ลดความเร็ว<br />
 ม.69 , 148 ปรับไม่เกิน 500 บาท<br />
 <br />
96 ขับรถเข้าใกล้ทางร่วมทางแยกหรือวงเวียน หรือใกล้ทางข้าม ไม่ลดความเร็วของรถ<br />
 ม. 70,148 ปรับไม่เกิน 500 บาท<br />
 <br />
97 ขับรถถึงทางร่วมทางแยก ไม่ยอมให้รถอื่น(ซึ่งอยู่ในทางร่วมทางแยก)ผ่านไปก่อน<br />
 ม.71 (1),148 ปรับไม่เกิน 500 บาท<br />
 <br />
98 ขับรถถึงทางร่วมทางแยกพร้อมกัน ไม่ยอมให้รถที่อยู่ทางซ้ายของตนผ่านไปก่อน<br />
 ม. 71(2),148 ปรับไม่เกิน 500 บาท<br />
 <br />
99 ขับรถฝ่าฝืนสัญญาณจราจรหรือเครื่องหมายจราจรที่ติดตั ้งไว้ที่วงเวียน<br />
 ม.73 วรรค 1 ,152 ปรับไม่เกิน 1000 บาท<br />
 <br />
100 ขับรถในทางก่้่อให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลหรือทรัพย ์สิน(จะผิดหรือไม่ก็ตาม) ไม่หยุด<br />
รถและให้ความช่วยเหลือตามสมควร ม.78 วรรค1,160 วรรค1<br />
 -จำคุกไม่เกิน 3 เดือน หรือ ปรับ 2000- 10000 บาท<br />
-ทั้งจำทั้งปรับ<br />
 <br />
101 ขัับรถในทางก่้่อให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลหรือทรัพ ย์สิน(จะผิดหรือไม่ก็ตาม) ไม่หยุด<br />
รถและให้ความช่วยเหลือตามสมควร ไม่แสดงตัวและแจ้งเหตุต่อเจ้าพนักงานที่ใกล้เคียง<br />
ทันที ม.78 วรรค1,160 วรรค1 จำคุกไม่เกิน 3 เดือน หรือ ปรับ 2000- 10000 บาท-ทั้งจำทั้งปรับ<br />
 <br />
102 ขี่หรือควบคุมสัตว์ในทางก่อให้เกิดความเสียหายแก่บุค คลหรือทรัพย์สินของผู้อื่น ไม่แจ้ง<br />
ชื่อตัว ชื่ิอสกุล ที่อยู่ของตนและเลขทะเบียนรถแก่ผู้ได้รับความเสียหาย ม.78 วรรค1,160 วรรค1 จำคุกไม่เกิน 3 เดือน หรือ ปรับ 2000- 10000 บาท-ทั้งจำทั้งปรับ<br />
 <br />
103 ขี่หรือควบคุมสัตว์ในทางก่อให้เกิดความเสียหายแก่บุค คลหรือทรัพย์สินของผู้อื่น ไม่แจ้ง ชื่อตัว ชื่ิอสกุล ที่อยู่ของตนและเลขทะเบียนรถแก่ผู้ได้รับความเสียหาย ไม่แสดงตัวและแจ้งเหตุต่อเจ้าพนักงานที่ใกล้เคียงทันท<br />
 ม.78 วรรค1,160 วรรค1  จำคุกไม่เกิน 3 เดือน หรือปรับ 2000- 10000 บาท-ทั้งจำทั้งปรับ<br />
 <br />
104 ขับรถ ขี่ หรือ ควบคุมสัตว์ ไม่ปฏิบัติตาม ม.78 เป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัสหรือถึุงแก่ควา มตาย  ม.78 ,160 วรรค2  จำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือ ปรับ 5000- 20000 บาท -ทั้งจำทั้งปรับ (เปรียบเทียบปรับไม่ได้)<br />
 <br />
105 ขับรถในทางในเวลาที่มีแสงสว่าง ไม่เพียงพอ ไม่เปิดไฟหรือใช้แสงสว่างตามประเภท<br />
ลักษณะและเงื่อนไขตามที่กำหนดในกฎกระทรวง โดย 1)ใช้โคมไฟแสงพุ่งไกลเมื่้อไม่มี<br />
รถสวนมา 2)ใช้โคมไฟแสงพุ่งต่ำเมื่อมีรถสวนมา  ม.11,148 กฎกระทรวงฯ ฉบับที่2(2522)ลง30พ.ค.22 ข้อ 13(1)หรือ(2) ปรับไม่เกิน 500 บาท</p>
<p> <br />
106 ขับรถยนต์หรือรถจักรยานยนต์ ใช้เสียงสัญญาณไม่ใช่เสียงแตร มง12(1) , 147 ปรับไม่เกิน 200 บาท<br />
 <br />
107 ขับรถจักรยาน ใช้เสียงสัญญาณ ไม่ใช่เสียงกระดิ่ง ม.12(3) ,147 ปรับไม่เกิน 200 บาท<br />
 <br />
108ขับรถในทางเดินรถ ใช้ไฟสัญญาณแสงวับวาบ ใช้เสียงสัญญาณไซเรน เสียงนกหวีด ใช้เสียงสัญญาณหลายเรื่องหรือใช้เสียงสัญญาณดังเกินค วร  ม.13 วรรค 1,152 ปรับไม่เกิน 1000 บาท<br />
 <br />
109 ขับรถใช้เสียงสัญญาณโดยไม่จำเป็น หรือใช้เสียงสัญญาณยาว หรือซ้ำเกินควร ม.14 วรรค1,148 ปรับไม่เกิน 500 บาท<br />
 <br />
110 ขับรถบรรทุกของยื่นเกินความยาวของรถในเวลาที่มีแสงสว ่างไม่เพียงพอ ไม่จุดไฟ สัญญาณแสงแดงที่ปลายสุดของสิ่งที่บรรทุกให้เห็นในระย ะไม่น้อยกว่า 150 เมตร ม.15 วรรค1 , 152 ปรับไม่เกิน 1000 บาท<br />
 <br />
111 ขับรถบรรทุกของยื่นเกินความยาวของรถในเวลากลางวัน ไม่ติดธงสีแดงไว้ที่ปลายสุด<br />
ของสิ่งที่บรรทุกให้เห็นได้ในระยะไม่น้อยกว่า 150 เมตร<br />
 ม.15 วรรค1 , 152 ปรับไม่เกิน 1000 บาท<br />
 <br />
ที่มา <a href="http://renunakhon.nakhonphanom.police.go.th/kaprab.htm">http://renunakhon.nakhonphanom.police.go.th/kaprab.htm</a></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dookaba.com/blog/%e0%b8%81%e0%b8%8e%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%88%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%88%e0%b8%a3%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%a3%e0%b8%97%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%9a.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>กลเม็ดของความแรงที่ไม่ควรมองข้าม</title>
		<link>http://www.dookaba.com/blog/%e0%b8%81%e0%b8%a5%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b9%87%e0%b8%94%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b9%81%e0%b8%a3%e0%b8%87%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88.html</link>
		<comments>http://www.dookaba.com/blog/%e0%b8%81%e0%b8%a5%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b9%87%e0%b8%94%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b9%81%e0%b8%a3%e0%b8%87%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88.html#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 24 Mar 2010 09:30:49 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[สาระน่ารู้]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.dookaba.com/blog/?p=238</guid>
		<description><![CDATA[ขอบคุนข้อมูลจากจูนสปีดครับ PORT MATCHING โดยปกติแล้วก็ไม่ค่อยจะมีใครโชคดีนักที่เจ้าเครื่องย นต์เดิมๆ ที่มีอยู่นั้นจะมีท่อร่วมไอดี และท่อร่วมไอเสียที่สมบูรณ์แบบเหมาะสมกับช่อง พอร์ท ของฝาสูบกันมาอย่างลงตัว ซึ่งถ้าเราต้องการจะเพิ่มแรงม้าขึ้นมาอีกซักเล็กน้อย ก็ไม่ใช่เรื่องยาก เพียงแค่จัดการกับท่อร่วมเหล่านี้กันใหม่รวมไปถึงแผ่ นปะเก็นที่ต่อกับช่อง พอร์ท ก็พอจะช่วยเพิ่มความแรงขึ้นมาอีกได้ไม่น้อยแล้ว TRANSMISSION LINE PRESSURE INCREASE สำหรับลูกเล่นอันนี้ก็เป็นการปรับแต่งในตัวแรงที่ใช้ ชุดเกียร์อัตโนมัติ โดยการจัดการกับการเพิ่มแรงดันในท่อแรงดันของชุดเกีย ร์อัตโนมัติ เพื่อให้การเปลี่ยนเกียร์มีความรุนแรง หนักแน่น และกระชับมากขึ้น ซึ่งก็เหมาะกับการใช้งานในแบบแข่ง Bracket ได้ดีทีเดียว อันนี้หลายคนสนในแน่ๆ GET THE LEAD OUT ก็เป็นลูกเล่นอีกอย่างนึงสำหรับบรรดานักแข่ง Drag ในแบบ Bracket หรือว่าบรรดานักแข่มยิมคาน่าทั้งหลาย ซึ่งก็เป็นการลดน้ำหนักตัวรถในแบบเท่าที่จะพอทำกันได ้ เพื่อความได้เปรียบบรรดาคู่แข่ง การลดน้ำหนักที่ว่านี้ก็อย่าง เช่น การเอายางสำรองออก ที่ปัดน้ำฝน หรือไม่ก็กระจกมองข้างเป็นต้น SPARK IT UP ระบบไฟจุดระเบิดนับว่าเป็นสิ่งสำคัญไม่น้อยกับการทำง านของเครื่องยนต์ ถ้าได้มีการจัดการกับเจ้าหัวเทียนโดยเลือกเบอร์ที่ถู กต้องมาใช้งาน หรือว่าเลือกชนิดของหัวเทียนที่ดีและ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ขอบคุนข้อมูลจากจูนสปีดครับ<br />
PORT MATCHING<br />
โดยปกติแล้วก็ไม่ค่อยจะมีใครโชคดีนักที่เจ้าเครื่องย นต์เดิมๆ ที่มีอยู่นั้นจะมีท่อร่วมไอดี และท่อร่วมไอเสียที่สมบูรณ์แบบเหมาะสมกับช่อง พอร์ท ของฝาสูบกันมาอย่างลงตัว ซึ่งถ้าเราต้องการจะเพิ่มแรงม้าขึ้นมาอีกซักเล็กน้อย ก็ไม่ใช่เรื่องยาก เพียงแค่จัดการกับท่อร่วมเหล่านี้กันใหม่รวมไปถึงแผ่ นปะเก็นที่ต่อกับช่อง พอร์ท ก็พอจะช่วยเพิ่มความแรงขึ้นมาอีกได้ไม่น้อยแล้ว<span id="more-238"></span></p>
<p>TRANSMISSION LINE PRESSURE INCREASE<br />
สำหรับลูกเล่นอันนี้ก็เป็นการปรับแต่งในตัวแรงที่ใช้ ชุดเกียร์อัตโนมัติ โดยการจัดการกับการเพิ่มแรงดันในท่อแรงดันของชุดเกีย ร์อัตโนมัติ เพื่อให้การเปลี่ยนเกียร์มีความรุนแรง หนักแน่น และกระชับมากขึ้น ซึ่งก็เหมาะกับการใช้งานในแบบแข่ง Bracket ได้ดีทีเดียว อันนี้หลายคนสนในแน่ๆ</p>
<p>GET THE LEAD OUT<br />
ก็เป็นลูกเล่นอีกอย่างนึงสำหรับบรรดานักแข่ง Drag ในแบบ Bracket หรือว่าบรรดานักแข่มยิมคาน่าทั้งหลาย ซึ่งก็เป็นการลดน้ำหนักตัวรถในแบบเท่าที่จะพอทำกันได ้ เพื่อความได้เปรียบบรรดาคู่แข่ง การลดน้ำหนักที่ว่านี้ก็อย่าง เช่น การเอายางสำรองออก ที่ปัดน้ำฝน หรือไม่ก็กระจกมองข้างเป็นต้น</p>
<p>SPARK IT UP<br />
ระบบไฟจุดระเบิดนับว่าเป็นสิ่งสำคัญไม่น้อยกับการทำง านของเครื่องยนต์ ถ้าได้มีการจัดการกับเจ้าหัวเทียนโดยเลือกเบอร์ที่ถู กต้องมาใช้งาน หรือว่าเลือกชนิดของหัวเทียนที่ดีและ เหมาะสมกับตัวเครื่องยนต์ ก็เป็นสิ่งที่ช่วยเพิ่มกำลังให้ตัวเครื่องได้</p>
<p>CLEAN TERMINALS = HAPPY CHARGING SYSTEM<br />
การทำความสะอาดขั้วไฟแบตเตอรี่ก็เป็นสิ่งจำเป็นไม่น้ อย การที่ขั้วไฟสกปรกก็มีส่วนทำให้กระแสไฟจ่ายไปใช้งานไ ด้ไม่สะดวก ซึ่งก็ส่งผลให้การทำงานของเครื่องยนต์ไม่เต็มประสิทธ ิภาพได้ ควรทำความสะอาดขั้วไฟแบตเตอรี่เอาไว้เสมอไม่น่าละเลย<br />
REPLACE WORN IGNITION WIRES<br />
สายหัวเทียนที่ใช้งานกันจนเก่าแล้ว ก็ควรจะเปลี่ยนกันซะใหม่ไม่ใช่ว่าสีของสายหัวเทียนจา กเดิมเป็นสีฟ้า เล่นใช้งานกันจนสายกลายเป็นสีดำแล้วก็ยังไม่เปลี่ยน แบบนี้รับรองได้ว่าไฟจุดระเบิดจะแย่เอาการทีเดียวครั บ</p>
<p>REDLINE WATER WETTER<br />
หัวเชื้อน้ำยาหล่อเย็นในหม้อน้ำรุ่นนี้ สามารถช่วยลดอุณหภูมิความร้อนของน้ำหล่อเย็นในหม้อน้ ำได้อย่างน่าประหลาดใจ</p>
<p>LOWER TEMP THERMOSTAT<br />
ในอีกจุดนึงของระบบน้ำหล่อเย็นนั่นก็คือเจ้าตัว Thermostat ที่คอยทำหน้าที่เปิดวาวล์น้ำปล่อยให้น้ำเข้าไปหล่อเย ็นขุมพลังเมื่อถึงอุณหภูมิที่กำหนด ถ้าเป็นพวกเล่นแรงแล้วควรจะเปลี่ยนมาใช้ Thermostat ที่เปิดวาวล์น้ำในอุณหภูมิต่ำกว่าของโรงงานมาใช้ ก็จะช่วยในเรื่องของการระบายความร้อนได้เป็นอย่างดี</p>
<p>STAY LUBED<br />
น้ำมันเครื่องที่ใช้ในตัวแรงทั้งหลายควรจะเป็นน้ำมัน เครื่องที่คงคุณภาพที่ดีเอาไว้เสมอ อย่างในพวกรถแข่งส่วนมากแล้วก่อนแข่งก็จะเปลี่ยนน้ำม ันเครื่องใหม่ เมื่อแข่งเสร็จแล้วก็จะถ่ายทิ้งรอใส่ใหม่อีกครั้งในส นามต่อไป เพื่อรักษาความสดใหม่และ สะอาดของน้ำมันเครื่องเอาไว้ สำหรับรถที่ใช้งานกันบนถนนทั่วๆไป เอาซัก 3,000 กม. ถ่ายกันครั้งนึงก็ ใช้ได้แล้วครับ</p>
<p>MORE GROUND<br />
การปรับแต่งตัวแรงในปัจจุบันมักจะมีอุปกรณ์อิเลคโทรน ิคเข้ามาเกี่ยวข้องกันอย่างมากมาย ซึ่งก็ต้องมีการต่อใช้กระแสไฟบวกเข้าไปที่อุปกรณ์เหล ่านั้น มากตามไปด้วย ซึ่งกระแสไฟลบ (Ground) ที่มีมาจากโรงงานอาจไม่เพียงพอทำให้การทำงานของอุปกร ณ์เหล่านั้น ทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ เกิดการลัดวงจรขึ้นได้ ดังนั้นจึงควรมีการเพิ่มกระแสไฟลบให้มากขึ้นตามไปด้ว ย</p>
<p>GUTTED AIR BOX<br />
เป็นที่รู้กันดีอยู่แล้วว่าการดูดอากาศเข้ามาใช้ในตั วเครื่องยนต์ยิ่งมากก็ ยิ่งดีในกรณีถ้าต้องการให้อากาศถูกดูดเข้ามาได้มากขึ ้น แต่ไม่อยากใช้กรองเปลือย การปรับแต่งด้วยการตัดส่วนด้านข้างของกล่องกรองอากาศ ที่ติดรถมา แล้วทำการเปลี่ยนใส้กรองอากาศที่เป็นแบบ Hi Flow ซักหน่อย ก็พอจะช่วยให้ดูดอากาศเข้ามาได้คล่องมากขึ้นอีกไม่น้ อยแล้ว</p>
<p>TEST PIPE<br />
หัวข้อนี้ก็เป็นการปลดปล่อยความแรงเพิ่มออกมาโดยเพีย งแค่ทำการถอดชุด Cat. ออกมา แล้วทำการใส่ท่อกลมโล่งๆ เข้าไปแทน ก็พอจะช่วยให้รถมีพละกำลังเพิ่มขึ้นมาได้อีกนิด</p>
<p>BIG WIRE, MORE VOLTAGE<br />
เรื่องของระบบไฟของรถก็มีส่วนสำคัญที่ทำให้รถวิ่งออก หรือไม่ออก ฉะนั้นสายไฟที่ใช้ต่อไปยังตัวอุปกรณ์ไฟฟ้าต่างๆ ก็ควรจะเลือกที่มีขนาดและความเหมาะสมกับอุปกรณ์ตัวนั ้นๆ ด้วย เพื่อกระแสไฟจ่ายไปใช้งานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ</p>
<p>QUESTIONABLE SPEED WASHERS<br />
ท่านควรจะต้องรู้ถึงขีดจำกัดของตัวเครื่องยนต์ ว่ามีขีดจำกัดสูงสุดอยู่ตรงไหน อาทิเช่นพวกเครื่องยนต์ TURBO ที่สามารถจะปรับบูสท์ให้สูงขึ้นจากเดิมๆ ที่มีมาจากโรงงานได้นั้น ถ้าหากว่าเราไม่รู้ Limit. ว่าจะปรับกันได้เต็มที่ขนาดไหน แล้วหล่ะก็คงเป็นเรื่องแน่นอน เพราะอาจจะปรับกันเพลิน ปรับจนมากเกิน ล่อกันจนเครื่องพังกันอย่างที่ไม่ทันตั้งตัวเลยก็ได้</p>
<p>REMOTE EXHAUST VALVE CONTROL<br />
ลูกเล่นนี้เป็นการเล่นแรงกันด้วยตัววาล์วปิด &#8211; เปิด ท่อไอเสียนั่นเอง ซึ่งจะเป็นตัวที่ช่วยอั้นไอเสียในรอบต่ำ ไม่ให้ไอเสียระบายออกไปได้เร็ว ช่วยให้มีแรงดันไอเสียไปผลักดันใบ TURBO ให้สร้าง Boost. ได้รวดเร็วยิ่งขึ้น</p>
<p>BIG MOUTH<br />
หลายท่านก็คงเคยผ่านกันมาบ้างแล้วในหัวข้อนี้ ซึ่งก็เป็นการเปลี่ยนขนาดของชุดลิ้นปีกผีเสื้อให้มีข นาดโตกว่าเดิม เพื่อช่วยให้รับเอาอากาศใหลผ่านเข้ามาได้มากขึ้นนั่น เอง อย่างเช่นเครื่อง B 16A มักจะนิยมเอาชุดลิ้นปีกผีเสื้อของ B-18C มาใส่เข้าไปแทน</p>
<p>THROTTLE CABLE<br />
อ้อ&#8230;และก็อย่าเพิ่มแรงม้ากันซะจนเต็มเพียบ แต่ทำไมรถมันวิ่งไม่ออกวะ ปัญหาจุดเล็กๆ อย่างไอ้เจ้าสายคันเร่งก็มีส่วนที่จะสร้างปัญหายุงยา กให้ได้เหมือนกัน ดังนั้นควรเช็คให้เรียบร้อยว่าสายคันเร่งมันตึง มันหย่อนยาน ผิดแผกกันไปบ้างหรือเปล่า.</p>
<p>GET A GRIP<br />
ในเรื่องของการปรับแต่งนั้น ระบบเบรคก็เป็นจุดสำคัญที่ไม่สามารถมองข้ามกันไปได้ หนทางในการเลือกเบรคที่จะเปลี่ยนนั้นก็ควร จะเล่นคบหากันกับรุ่นที่ใหญ่กว่า แรงกว่าจากค่ายเดียวกันมาใช้อย่างเช่น CEFIRO A-31 รุ่น 20 DE , 20DET , 25DE ก็ไปเอาชุดเบรคของ 20 DET &gt;&gt; 25 DE , DET หรือข้ามไปเอาของรุ่นพี่ SKYLINE R-32,33 และ R-34 มาใช้งานกันอยางนี้เป็นต้น</p>
<p>OVERLOOKED MAINTENANCE<br />
การดูแลและทำความสะอาดในส่วนของกรองอากาศ รวมไปถึงในส่วนของกรองน้ำมันเชื้อเพลิง ทั้ง 2 จุดนี้ ช่วยให้การทำงานของเครื่องสามารถทำงานได้อย่างมีประส ิทธิภาพเหมือนกันนะครับ เราไม่ควรจะมองข้ามสิ่งเล็กๆเหล่านี้ไป</p>
<p>NAIL A WICKED HOLE &#8211; SHOT<br />
เคล็ดลับความแรงอันนี้ก็เป็นลูกเล่นที่ใช้กันในตัวแข ่ง Drag ในแบบขับหน้าที่ต้องเน้นกันให้มีน้ำหนักของตัวรถกดลง ไปที่ล้อหน้าให้มากที่สุด เพื่อให้แรงที่ออกจากเพลาหน้าถูกกดลงบนแทร็คได้อย่าง เต็มที่ยิ่งขึ้น ซึ่งวิธีนี้ก็นับว่าเป็นอีกวิธีที่มีส่วนช่วยสร้างอั ตราเร่งให้ทำได้ดีทีเดียว</p>
<p>โดยพี่บอย และ เวปPreludeThailand.com ครับ<br />
เครดิต<br />
<a href="http://www.hondaloverclub.com/forums/showthread.php?t=7849">http://www.hondaloverclub.com/forums/showthread.php?t=7849</a></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dookaba.com/blog/%e0%b8%81%e0%b8%a5%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b9%87%e0%b8%94%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b9%81%e0%b8%a3%e0%b8%87%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>วิธีรีเช็ตเกียร์ CVT ของ ฮอนด้า</title>
		<link>http://www.dookaba.com/blog/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%98%e0%b8%b5%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b9%80%e0%b8%8a%e0%b9%87%e0%b8%95%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%a3%e0%b9%8c-cvt-%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87-%e0%b8%ae%e0%b8%ad.html</link>
		<comments>http://www.dookaba.com/blog/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%98%e0%b8%b5%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b9%80%e0%b8%8a%e0%b9%87%e0%b8%95%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%a3%e0%b9%8c-cvt-%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87-%e0%b8%ae%e0%b8%ad.html#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 24 Mar 2010 09:28:16 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[สาระน่ารู้]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.dookaba.com/blog/?p=236</guid>
		<description><![CDATA[เคยรู้สึกไหมครับว่าทำไมเหยียบคันเร่งแล้ว รถมันไม่พุ่งไปได้ดั่งใจ ออกตัวตอนไฟแดงตามตุ๊กตุ๊กไม่ทัน จะเร่งแซงทีลุ้นกันตัวโกง สาเหตุมันเกิดจากความฉลาดของระบบเกียร์CVT(มันฉลาดไป หน่อย555) ปรกติถ้าเราขับรถอยู่บนถนนในกรุงเทพหรือที่ๆมีการจรา จรคับคั่ง เดี๋ยวเร่ง เดี๋ยวเบรค เดี๋ยวจอด ไม่มีโอกาสได้ใช้ความเร็ว ไอ้เจ้าเกียร์CVT มันก็จำลักษณะการขับขี่ของเราเอาไว้ ครั้นพอถึงเวลาที่เราต้องการเรียกฝูงม้าที่หลับไหลมา นาน ให้ตื่นขึ้นมาทำงาน ออกกำลังซะหน่อย มันกลับกลายเป็นม้าขี้เซาไปซะงั้น ถ้าอยากให้ม้าในของของท่าน กลับมาคึกคัก กระฉับกระเฉงเป็นม้าแข่ง ม้าศึกล่ะก็&#8230;..ตามนี้เลยครับ RESET CVT MEMORY 1) สตาร์ทรถ รอจนอุณหภูมิรถปกติ (ไฟ Cold Temp ดับ) 2) ห้ามเปิดแอร์ วิทยุ หรืออุปกรณ์ไฟฟ้าอื่นๆ 3) ดึงเบรกมือขึ้น (ดึงเบรกมือค้างไว้จนจบกระบวนการ) 4) เหยียบเบรก (เหยียบค้างไว้) 5) เลื่อนเกียร์ไปยังตำแหน่ง &#8220;N&#8221; ทิ้งไว้ที่ตำแหน่งนี้ 2 นาที 6) หลังจากผ่านไป 2 นาที ให้เลื่อนเกียร์ไปที่ตำแหน่ง &#8220;D&#8221; [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>เคยรู้สึกไหมครับว่าทำไมเหยียบคันเร่งแล้ว รถมันไม่พุ่งไปได้ดั่งใจ ออกตัวตอนไฟแดงตามตุ๊กตุ๊กไม่ทัน จะเร่งแซงทีลุ้นกันตัวโกง</p>
<p>สาเหตุมันเกิดจากความฉลาดของระบบเกียร์CVT(มันฉลาดไป หน่อย555)</p>
<p>ปรกติถ้าเราขับรถอยู่บนถนนในกรุงเทพหรือที่ๆมีการจรา จรคับคั่ง เดี๋ยวเร่ง เดี๋ยวเบรค เดี๋ยวจอด ไม่มีโอกาสได้ใช้ความเร็ว</p>
<p>ไอ้เจ้าเกียร์CVT มันก็จำลักษณะการขับขี่ของเราเอาไว้<span id="more-236"></span></p>
<p>ครั้นพอถึงเวลาที่เราต้องการเรียกฝูงม้าที่หลับไหลมา นาน ให้ตื่นขึ้นมาทำงาน ออกกำลังซะหน่อย มันกลับกลายเป็นม้าขี้เซาไปซะงั้น</p>
<p>ถ้าอยากให้ม้าในของของท่าน กลับมาคึกคัก กระฉับกระเฉงเป็นม้าแข่ง ม้าศึกล่ะก็&#8230;..ตามนี้เลยครับ</p>
<p>RESET CVT MEMORY<br />
1) สตาร์ทรถ รอจนอุณหภูมิรถปกติ (ไฟ Cold Temp ดับ)<br />
2) ห้ามเปิดแอร์ วิทยุ หรืออุปกรณ์ไฟฟ้าอื่นๆ<br />
3) ดึงเบรกมือขึ้น (ดึงเบรกมือค้างไว้จนจบกระบวนการ)<br />
4) เหยียบเบรก (เหยียบค้างไว้)<br />
5) เลื่อนเกียร์ไปยังตำแหน่ง &#8220;N&#8221; ทิ้งไว้ที่ตำแหน่งนี้ 2 นาที<br />
6) หลังจากผ่านไป 2 นาที ให้เลื่อนเกียร์ไปที่ตำแหน่ง &#8220;D&#8221; 1 นาที<br />
7) จบกระบวนการ</p>
<p>เพียงเท่านี้ ฝูงม้าขนาดย่อมๆในรถของท่านก็จะกลับมากระปรี้กระเปร่ าเหมือนเดิม&#8230;..</p>
<p>ถ้ามีการถอดขั้วแบตเตอร์รี่เมื่อไหร่&#8230;..ตามนี้เลยค รับ</p>
<p>RE-CALIBRATE CVT GEARBOX (IF CHANGE BATTERY)<br />
1) สตาร์ทรถ รอจนอุณหภูมิรถปกติ (ไฟ Cold Temp ดับ)<br />
2) บิดกุญแจดับเครื่อง แล้วสตาร์ทรถอีกครั้ง<br />
3) เปิดไฟหน้ารถ<br />
4) เลื่อนเกียร์ไปยังตำแหน่ง &#8220;N&#8221; แล้วเหยียบเบรก<br />
5) เลื่อนเกียร์ไปยังตำแหน่ง &#8220;N&#8221; &#8220;D&#8221; &#8220;S&#8221; &#8220;L&#8221; &#8220;S&#8221; &#8220;D&#8221; และกลับมา &#8220;N&#8221; ตามลำดับ<br />
6) ทำซ้ำขั้นตอนที่ 5) อีก 3 ครั้ง โดยให้จังหวะในการเปลี่ยนเกียร์แต่ละครั้งอยู่ที่ 1-2 วินาที<br />
7) จบกระบวนการ</p>
<p>หมายเหตุ สำหรับรถHonda ระบบเกียร์CVT เท่านั้นนะครับ&#8230;..<br />
้เครดิต เวป thaiagclub.com ครับ</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dookaba.com/blog/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%98%e0%b8%b5%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b9%80%e0%b8%8a%e0%b9%87%e0%b8%95%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%a3%e0%b9%8c-cvt-%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87-%e0%b8%ae%e0%b8%ad.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>&#8220;เครื่องหลวม…ซื้อหรือซ่อมดี&#8221;</title>
		<link>http://www.dookaba.com/blog/%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%a7%e0%b8%a1%e2%80%a6%e0%b8%8b%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%ab%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%8b%e0%b9%88.html</link>
		<comments>http://www.dookaba.com/blog/%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%a7%e0%b8%a1%e2%80%a6%e0%b8%8b%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%ab%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%8b%e0%b9%88.html#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 22 Mar 2010 08:41:21 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[สาระน่ารู้]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.dookaba.com/blog/?p=232</guid>
		<description><![CDATA[เครื่องยนต์อันเป็นพลังแห่งการขับเคลื่อนของรถยนต์ทุ กคัน ชิ้นส่วนที่จะ ต้องทำงานอยู่ทุกวินาที ย่อมมีการสึกหรออย่างที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ไม่ว่ารถคัน ใดจะใหม่หรือเก่า ก็หนีไม่ พ้นการหมดอายุ การใช้งานของเครื่องยนต์ ปัญหาที่จะต้องพบก็คือ จะทำอย่างไร ให้รถกลับไปมี เครื่องยนต์ที่สมบูรณ์อย่างคุ้มค่าเงินที่สุด และมี 2 ทางเลือกที่จะต้องตัดสินใจอย่างรอบคอบ คือ การ ซ่อมแซมเครื่องยนต์ตัวเก่า และเปลี่ยนเครื่องยนต์(ใช้แล้ว)ตัวใหม่ ซึ่งทั้ง 2 ทางเลือก ต่างมีข้อดีและ ข้อเสียที่แตกต่างกันออกไป การซ่อมแซมเครื่องยนต์ตัวเก่า (OVERHAUL) ภาษาชาวบ้านเรียกว่า “ฟิตเครื่อง” เป็นทางเลือกที่อู่ซ่อมรถชอบและแนะนำให้ลูกค้าเลือกว ิธีนี้ เพราะการซ่อมแซมเครื่องยนต์ตัวเก่า จะต้องมีการรื้อชิ้นส่วน เพื่อวิเคราะห์การสึกหรอ และตัดสินใจ เลือกเปลี่ยนอะไหล่ใหม่ การที่เจ้าของรถยนต์ส่วนใหญ่มอบหมายให้อู่หาซื้ออะไห ล่ให้นั้น เป็นการเปิด ทางให้อู่สามารถ “บวกราคาอะไหล่” หรือ ซื้ออะไหล่ของเทียม แต่เก็บเงินในราคาอะไหล่แท้ อย่าคิดจะจับผิดในจุดนี้ เพราะอู่ซ่อมรถส่วนใหญ่มักจะสนิทสนมกับร้านอะไหล่จนเ ป็นปกติ จะให้ลง ราคาในใบเสร็จเท่าไรก็ได้ บางครั้งไม่ได้เปลี่ยน แต่มีรายการอะไหล่อยู่ในใบเสร็จก็ยังมี และอย่าคิด ว่าจะแก้ปัญหานี้ได้โดยเลือกซื้ออะไหล่เอง อู่บริการจะมีข้อแม้ว่า เจ้าของรถไม่ชำนาญพอ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>เครื่องยนต์อันเป็นพลังแห่งการขับเคลื่อนของรถยนต์ทุ กคัน ชิ้นส่วนที่จะ</p>
<p>ต้องทำงานอยู่ทุกวินาที ย่อมมีการสึกหรออย่างที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ไม่ว่ารถคัน ใดจะใหม่หรือเก่า ก็หนีไม่</p>
<p>พ้นการหมดอายุ การใช้งานของเครื่องยนต์ ปัญหาที่จะต้องพบก็คือ จะทำอย่างไร ให้รถกลับไปมี</p>
<p>เครื่องยนต์ที่สมบูรณ์อย่างคุ้มค่าเงินที่สุด และมี 2 ทางเลือกที่จะต้องตัดสินใจอย่างรอบคอบ คือ การ</p>
<p>ซ่อมแซมเครื่องยนต์ตัวเก่า และเปลี่ยนเครื่องยนต์(ใช้แล้ว)ตัวใหม่ ซึ่งทั้ง 2 ทางเลือก ต่างมีข้อดีและ</p>
<p>ข้อเสียที่แตกต่างกันออกไป<span id="more-232"></span></p>
<p><a href="http://www.dookaba.com/blog/wp-content/uploads/2010/03/908000114756.jpg"><img class="alignright size-full wp-image-233" title="908000114756" src="http://www.dookaba.com/blog/wp-content/uploads/2010/03/908000114756.jpg" alt="" width="300" height="225" /></a></p>
<p><a href="http://www.dookaba.com/blog/wp-content/uploads/2010/03/490998H22A5SPD.jpg"><img class="alignright size-full wp-image-234" title="490998H22A5SPD" src="http://www.dookaba.com/blog/wp-content/uploads/2010/03/490998H22A5SPD.jpg" alt="" width="300" height="207" /></a></p>
<p>การซ่อมแซมเครื่องยนต์ตัวเก่า (OVERHAUL)</p>
<p>ภาษาชาวบ้านเรียกว่า “ฟิตเครื่อง” เป็นทางเลือกที่อู่ซ่อมรถชอบและแนะนำให้ลูกค้าเลือกว ิธีนี้</p>
<p>เพราะการซ่อมแซมเครื่องยนต์ตัวเก่า จะต้องมีการรื้อชิ้นส่วน เพื่อวิเคราะห์การสึกหรอ และตัดสินใจ</p>
<p>เลือกเปลี่ยนอะไหล่ใหม่ การที่เจ้าของรถยนต์ส่วนใหญ่มอบหมายให้อู่หาซื้ออะไห ล่ให้นั้น เป็นการเปิด</p>
<p>ทางให้อู่สามารถ “บวกราคาอะไหล่” หรือ ซื้ออะไหล่ของเทียม แต่เก็บเงินในราคาอะไหล่แท้</p>
<p>อย่าคิดจะจับผิดในจุดนี้ เพราะอู่ซ่อมรถส่วนใหญ่มักจะสนิทสนมกับร้านอะไหล่จนเ ป็นปกติ จะให้ลง</p>
<p>ราคาในใบเสร็จเท่าไรก็ได้ บางครั้งไม่ได้เปลี่ยน แต่มีรายการอะไหล่อยู่ในใบเสร็จก็ยังมี และอย่าคิด</p>
<p>ว่าจะแก้ปัญหานี้ได้โดยเลือกซื้ออะไหล่เอง อู่บริการจะมีข้อแม้ว่า เจ้าของรถไม่ชำนาญพอ และอาจทำ</p>
<p>ให้งานล่าช้า ถ้าซื้ออะไหล่มาไม่ครบหรือซื้อผิดรุ่นการบวกราคาค่าอ ะไหล่ในใบเสร็จร้านอะไหล่บางครั้ง</p>
<p>ไม่ใช่เงินจำนวนเล็กน้อย เพราะบางแห่งบวกกันกว่า 50-100% เรื่องอย่างนี้อยู่ที่จรรยาบรรณนอกจากอู่</p>
<p>ซ่อมรถจะได้กำไรจากการบวกราคาค่าอะไหล่ ยังมีการบวกคาใช้จ่ายในส่วนของ “โรงกลึง” อีก</p>
<p>หลายสิบเปอร์เซ็นต์ ท้ายสุดยังได้ค่าแรงรื้อประกอบอีก 2,000-3,000 บาท (ค่าแรงเปลี่ยนเครื่อง</p>
<p>เพียง 1,000-1,500 บาทเท่านั้น)การเลือกวิธีซ่อมเครื่องเก่า จะต้องเสียเวลาประมาณ 3-7 วัน กับค่าใช้</p>
<p>จ่ายสูงลิบ และยากแก่การควบคุม เพราะจะขึ้นอยู่กับน้ำหนักการ “ฟัน” ของอู่ อีกทั้งยังต้องลุ้น</p>
<p>กับฝีมือช่างอีกด้วยภาพการสึกหรอของเครื่องยนต์ จะเป็นตัวกำหนดทางเลือกที่ดี ขีดจำกัดอยู่</p>
<p>ที่ “การสึกหรอของกระบอกสูบและชาฟท์(แบริ่ง)”</p>
<p>ถ้ากระบอกสูบมีการสึกหรอจนไม่สามารถใช้ลูกสูบชุดเดิม ได้ การกลึงคว้านเพื่อเปลี่ยนลูกสูบใหญ่ขึ้น</p>
<p>หมายถึงค่าใช้จ่าย…โรงกลึง, ลูกสูบ และแหวนลูกสูบ ฯลฯการคว้านกระบอกสูบในภายหลังนี้ จะไม่มี</p>
<p>การ “ชุบแข็ง” ที่ผิวกระบอกสูบเดิมที่ถูกคว้านออกไปที่มีการชุบแข็ง จากโรงงานผู้ผลิต</p>
<p>ผิวกระบอกสูบที่ไม่ได้ชุบแข็ง จะมีอัตราการสึกหรอมากกว่ามาตรฐาน เครื่องยนต์จะมีอายุการใช้งาน</p>
<p>สั้นลง และไม่คุ้มค่าใช้จ่ายที่ต้องเสียไปการเลือกวิธีการซ่ อมแซมเครื่องยนต์ตัวเก่า จะคุ้มค่าก็ต่อเมื่อ</p>
<p>เป็นเครื่องยนต์ของรถยุโรป ที่มีปริมาณเครื่องยนต์เก่าซึ่งนำเข้ามาจำหน่ายกันน้ อยและมีราคาสูง แต่ถ้า</p>
<p>เป็นรถญี่ปุ่น เครื่องยนต์ในตลาดอะไหล่เก่าให้เลือกมาก และอย่างจุใจ</p>
<p>อีกประการก็คือ การเลือกฟิตเครื่องเก่าจะคุ้มค่าก็ต่อเมื่อ ไม่ต้องเปลี่ยนลูกสูบ, แบริ่ง (ชาฟท์) และ</p>
<p>วาล์ว รวมถึงในเรื่องของค่าใช้จ่าย เพราะถ้าค่าใช้จ่ายในการฟิตเครื่องสูงกว่า 50% ของราคาเครื่องเก่า</p>
<p>ในเชียงกง</p>
<p>สิ่งที่ควรระวังก็คือ อู่บริการส่วนใหญ่ มักจะประเมินราคาค่าซ่อมขั้นต้นไว้ เพื่อจูงใจให้</p>
<p>เลือกวิธีซ่อมเครื่องยนต์เก่า แต่เมื่อลงมือไปแล้ว ค่าใช้จ่ายจะบานปลายจนไม่สามารถควบคุมได้ ด้วย</p>
<p>ข้ออ้างที่ว่า “ทำครั้งเดียวทำดี ๆ ไปเลย” ซึ่งถึงเวลานั้นก็คงกลับตัวกันไม่ทัน เพราะเครื่องก็ถูกรื้อออก</p>
<p>มาแล้ว อย่างไรก็ต้องทำให้เสร็จ<br />
การเปลี่ยนเครื่องยนต์</p>
<p>ส่วนใหญ่จะเป็นเครื่องยนต์ใช้แล้วของรถญี่ปุ่น มีให้เลือกซื้ออย่างแพร่หลายในราคาที่น่าสนใจ โดย</p>
<p>แหล่งใหญ่ตอนนี้อยู่ที่เซียงกงบางนารองลงมาก็เซียงกง ปทุมวันบริเวณหลังสนามกีฬาแห่งชาติ</p>
<p>และที่สี่แยกหลักสี่ในชื่อเรียก “เชียงกงหลักสี่” นอกจากนั้น ยังมีที่เซียงกงรังสิตและร้านเล็ก ๆ กระจาย</p>
<p>อยู่ตามตึกแถวทั่วกรุงเทพฯ</p>
<p>เครื่องยนต์ที่ถูกนำเข้ามา จะเป็นเครื่องยนต์ที่ผ่านการใช้งานมาแล้วทั้งสิ้น ถูกถอดออกมาจากรถยนต์ที่</p>
<p>ถูกทิ้งในป่าช้ารถในประเทศญี่ปุ่น คนญี่ปุ่นมักใช้รถกันเพียง 3-5 ปี เพราะในญี่ปุ่นรถมีราคาถูก แต่ค่า</p>
<p>ซ่อมแพง ถ้าใครทนใช้เกินระยะเวลานี้ จะมีค่าใช้จ่ายในการซ่อมบำรุง การต่อทะเบียน ตรวจสภาพ</p>
<p>ประกันภัย ฯลฯ จนทางเลือกในการซื้อรถใหม่เป็นทางที่คุ้มค่ากว่า</p>
<p>การใช้งานในระยะเวลา 3-5 ปี มิได้หมายความว่ารถยนต์จะผ่านการใช้งานอย่างหฤโหดเป็ นแสน ๆ</p>
<p>กิโลเมตรแบบคนไทย เพราะระบบขนส่งมวลชนที่ดีเยี่ยม คนญี่ปุ่นหลายคน จึงใช้รถยนต์แค่วันเสาร์-</p>
<p>อาทิตย์เท่านั้น</p>
<p>นอกจากรถยนต์ที่ถูกทิ้งด้วยสาเหตุที่กล่าวมา ก็มีรถยนต์ที่ถูกทิ้งเพราะเกิดอุบัติเหตุ “ไม่คุ้มค่าซ่อม”</p>
<p>บริษัทประกันภัยจะเคลมรถใหม่ให้แก่ลูกค้า พร้อมกับทิ้งรถเก่าเข้าป่าช้ารถไป</p>
<p>อย่าคิดว่ารถที่ถูกทิ้งจะต้องถูกชนยับแบบเมืองไทย เพราะการ “ไม่คุ้มค่าซ่อม” ของญี่ปุ่น คือ การ</p>
<p>ชนในส่วนที่ไขน็อตเปลี่ยนไม่ได้ ในเมื่อค่าแรงแพงมาก จะมาดึงมาเคาะโป๊วสีนั้นไม่คุ้มแน่ บางครั้ง แค่</p>
<p>ชนท้ายยุบหรือเสาประตูงอรถก็ถูกทิ้งกันแล้ว</p>
<p>ถ้าอุบัติเหตุไม่เกิดขึ้นจนทำให้เครื่องยนต์เสียหาย เครื่องยนต์ก็จะถูกถอดลำเลียงมาจำหน่ายในเมือง</p>
<p>ไทย เช่นเดียวกับรถประเภทแรกที่เจ้าของทิ้งเพราะไม่อยากต ่อทะเบียน</p>
<p>บางครั้งรถก็เกิดอุบัติเหตุหลังผ่านการใช้งานเพียงไม ่กี่เดือนหรือยังไม่พ้นระยะ “รันอิน” ด้วย</p>
<p>ซ้ำไป ถ้าใครโชคดีได้ซื้อเครื่องลักษณะนี้ก็เท่ากับซื้อเคร ื่องใหม่ในราคาเครื่องเก่า</p>
<p>เครื่องยนต์ที่ถูกส่งเข้ามาขายจะปะปนกันระหว่าง “รถทิ้ง” กับ “รถชน” ซึ่งก็ไม่มีใครจด</p>
<p>จำกันได้แม้แต่ผู้ขายเอง</p>
<p>แต่เครื่องยนต์ส่วนใหญ่จะมีสภาพไม่ต่ำกว่า 50-70% อย่างแน่นอน คาดคะเนได้จากการใช้งานโดย</p>
<p>เฉลี่ยของคนในเมืองหลวงวันละ 30-40 กิโลเมตร (ไป-กลับลาดพร้าว-ฝั่งธนบุรี) 1 ปีจะถูกใช้ประมาณ</p>
<p>14,000 กม. 4 ปีก็ 56,000 กม. ยังเหลือให้เราใช้อีกกว่า 50%</p>
<p>บางเครื่องอาจจะถูกใช้น้อยกว่านี้ เพราะเป็นที่ถูกทิ้งเพราะการชน อีกทั้งการแข่งขันของกลุ่มผู้ค้า</p>
<p>อะไหล่เก่าก็รุนแรงขึ้น จนต้องมีการคัดสรรเครื่องยนต์ที่มีสภาพดีมาจำหน่าย</p>
<p>ความคุ้มค่าของการเลือกซื้อเครื่องยนต์ใหม่ (ใช้แล้ว) อยู่ที่เทคนิคการเลือกซื้อ เพื่อให้ได้เครื่องยนต์ที่</p>
<p>มีอายุการใช้งานเหลืออยู่มากที่สุด<br />
ข้อดีของการเลือกเปลี่ยนเครื่องยนต์</p>
<p>ความแน่นอนในการประกอบชิ้นส่วน – ช่างในโรงงานผู้ผลิตย่อมเหนือกว่าฝีมือช่างตามอู่ทั่ วไป</p>
<p>ในกรณี “ฟิตเครื่อง” จะต้องลุ้นในฝีมือช่างประกอบด้วย อะไหล่ดีหมดแต่ฝีมือไม่ดีก็พังได้</p>
<p>การควบคุมค่าใช้จ่าย – ค่าใช้จ่ายหลักมีเพียงค่าเครื่อง, ค่าหัวเทียน, ผ้าคลัตช์, น้ำมันเครื่อง ทางอู่</p>
<p>บริการไม่สามารถบวกค่าอะไหล่ได้มากเท่ากับการฟิตเครื ่อง ลดค่าแรงการฟิตเครื่อง 3,000-5,000</p>
<p>บาท มาเป็นค่าเปลี่ยนเครื่อง 2,000 –3,000 บาทเท่านั้น</p>
<p>ค่าใช้จ่ายต่ำกว่าการฟิตเครื่องยนต์ – การฟิตเครื่องที่จะได้เครื่องสมบูรณ์ใกล้ 100% ที่สุด จำเป็นต้อง</p>
<p>ใช้อะไหล่แท้ที่มีราคาแพงลิบลิ่ว ราคาอะไหล่ทั้งหมด แพงกว่าราคาเครื่อง 1 ตัวอีก และถึงแม้จะใช้</p>
<p>อะไหล่แท้และประกอบดีเพียงใด เครื่องยนต์ที่เสร็จออกมาก็จะได้แค่ “ใกล้” 100% หรือประมาณ 80-</p>
<p>90% เท่านั้นเอง เพราะหลายชิ้นส่วนมีการสึกหรอแล้ว</p>
<p>อะไหล่เหลือเก็บ – ควรเก็บเครื่องยนต์เก่ากลับมาบ้าน (ถ้ามีที่เก็บ) เพราะอะไหล่ต่าง ๆ อาจนำ</p>
<p>มาใช้ได้ในอนาคต ถ้าที่เก็บไม่พอ ให้ถอดอะไหล่ชิ้นต่าง ๆ ออกมาเก็บไว้ เช่น ไดชาร์จ, ไดสตาร์ท,</p>
<p>คาร์บูเรเตอร์, จานจ่าย, สายหัวเทียน, ปั๊มส่งน้ำมันเชื้อเพลิง, ฟลายวีล, ทวีคลัตช์, ผ้าคลัตช์, ปั๊มน้ำ</p>
<p>ฯลฯ อุปกรณ์เหล่านี้เสมือนผลกำไรของเรา อนาคตถ้าชิ้นส่วนเหล่านี้เสียก็จะมีอะไหล่ใช้โดยไม่ต ้อง</p>
<p>ซื้อ</p>
<p>ประหยัดเวลา – การเปลี่ยนเครื่องใช้เวลาเพียง 1-2 วัน สะดวกรวดเร็ว ไม่ต้องลำบากเสีย</p>
<p>ค่าเดินทางหลายวัน ต่างจากการฟิตเครื่องที่ใช้เวลา 3-7 วัน</p>
<p>Credit : sawangsangtam<br />
เครดิต <a href="http://www.hondaloverclub.com/forums/showthread.php?t=16961">http://www.hondaloverclub.com/forums/showthread.php?t=16961</a></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dookaba.com/blog/%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%a7%e0%b8%a1%e2%80%a6%e0%b8%8b%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%ab%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%8b%e0%b9%88.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ความรู้เรื่องลูกสูบ และ แหวน</title>
		<link>http://www.dookaba.com/blog/%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%a5%e0%b8%b9%e0%b8%81%e0%b8%aa%e0%b8%b9%e0%b8%9a-%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%b0.html</link>
		<comments>http://www.dookaba.com/blog/%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%a5%e0%b8%b9%e0%b8%81%e0%b8%aa%e0%b8%b9%e0%b8%9a-%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%b0.html#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 22 Mar 2010 08:36:47 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[สาระน่ารู้]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.dookaba.com/blog/?p=230</guid>
		<description><![CDATA[                        ลูกสูบ (PISTON) ลูกสูบเคลื่อนที่ขึ้นและลงภายในกระบอกสูบ เพื่อดำเนินกลวัตรในจังหวะประจุ ไอดี อัดส่วนผสม จุดระเบิด และคายไอเสียหน้าที่ที่สำคัญที่สุดของลูกสูบก็คือ รับแรงกดดันจากการเผาไหม้และส่งกำลังนี้ไปสู่เพลาข้อ เหวี่ยงโดยผ่านก้านสูบ ลูกสูบนั้นยังได้รับความร้อน และอุณหภูมิที่สูงที่สุดที่กระทำอยู่ตลอดเวลาและ จะต้องสามารถคงทนต่อการทำงานที่รอบสูงเป็นเวลานานๆได ้ ลูกสูบโดยปกติ ทำมาจากโลหะผสมอลูมิเนียม ซึ่งมีน้ำหนักเบาและมีประสิทธิภาพในการ ระบายความร้อนได้ดีกว่าวัสดุชนิดอื่นชื่อของชิ้นส่วน ต่างๆ ของลูกสูบมีแสดง อยู่ในภาพประกอบด้านล่างนี้ ระยะช่องว่างของลูกสูบ (ระยะห่างระหว่างลูกสูบกับกระบอกสูบ) เมื่อลูกสูบถูกทำให้ร้อนชื้น มันจะขยายตัวขึ้นเล็กน้อย เป็นผลให้เส้นผ่าศูนย์ กลางขยายเพิ่มขึ้น ด้วยเหตุนี้ในเครื่องยนต์ทุกเครื่องจึงมีระยะช่องว่า งระหว่าง ลูกสูบกับกระบอกสูบที่เหมาะสมในที่อุณหภูมิห้อง (25 ํ ช,77 ํ ฟ) ระยะนี้ เรียกว่าระยะช่องว่างลูกสูบ ระยะช่องว่างลูกสูบนี้จะผกผันไปขึ้นอยู่กับประเภท ของเครื่องยนต์ แต่ระยะตามปรกติจะเริ่มจาก 0.02 ถึง 0.12 มม. (0.0008 ถึง 0.0047 นิ้ว) ลูกสูบจะมีลักษณะเรียวเป็นเทเปอร์เล็กน้อย คือระยะเส้ยผ่าศูนย์ กลางมีหัวลูกสูบจะเล็กกว่าส่วนล่างของลูกสูบเล็กน้อย ดังนั้นระยะช่องว่าง ของลูกสูบจึงกว้างมากที่สุดที่หัวลูกสูบ และแคบที่สุดที่ส่วนล่างของลูกสูบ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>                        ลูกสูบ (PISTON)<br />
ลูกสูบเคลื่อนที่ขึ้นและลงภายในกระบอกสูบ เพื่อดำเนินกลวัตรในจังหวะประจุ<br />
ไอดี อัดส่วนผสม จุดระเบิด และคายไอเสียหน้าที่ที่สำคัญที่สุดของลูกสูบก็คือ<br />
รับแรงกดดันจากการเผาไหม้และส่งกำลังนี้ไปสู่เพลาข้อ เหวี่ยงโดยผ่านก้านสูบ<br />
ลูกสูบนั้นยังได้รับความร้อน และอุณหภูมิที่สูงที่สุดที่กระทำอยู่ตลอดเวลาและ<br />
จะต้องสามารถคงทนต่อการทำงานที่รอบสูงเป็นเวลานานๆได ้ ลูกสูบโดยปกติ<br />
ทำมาจากโลหะผสมอลูมิเนียม ซึ่งมีน้ำหนักเบาและมีประสิทธิภาพในการ<br />
ระบายความร้อนได้ดีกว่าวัสดุชนิดอื่นชื่อของชิ้นส่วน ต่างๆ ของลูกสูบมีแสดง<br />
อยู่ในภาพประกอบด้านล่างนี้<span id="more-230"></span></p>
<p>ระยะช่องว่างของลูกสูบ (ระยะห่างระหว่างลูกสูบกับกระบอกสูบ)<br />
เมื่อลูกสูบถูกทำให้ร้อนชื้น มันจะขยายตัวขึ้นเล็กน้อย เป็นผลให้เส้นผ่าศูนย์<br />
กลางขยายเพิ่มขึ้น ด้วยเหตุนี้ในเครื่องยนต์ทุกเครื่องจึงมีระยะช่องว่า งระหว่าง<br />
ลูกสูบกับกระบอกสูบที่เหมาะสมในที่อุณหภูมิห้อง (25 ํ ช,77 ํ ฟ) ระยะนี้<br />
เรียกว่าระยะช่องว่างลูกสูบ ระยะช่องว่างลูกสูบนี้จะผกผันไปขึ้นอยู่กับประเภท<br />
ของเครื่องยนต์ แต่ระยะตามปรกติจะเริ่มจาก 0.02 ถึง 0.12 มม. (0.0008 ถึง<br />
0.0047 นิ้ว) ลูกสูบจะมีลักษณะเรียวเป็นเทเปอร์เล็กน้อย คือระยะเส้ยผ่าศูนย์<br />
กลางมีหัวลูกสูบจะเล็กกว่าส่วนล่างของลูกสูบเล็กน้อย ดังนั้นระยะช่องว่าง<br />
ของลูกสูบจึงกว้างมากที่สุดที่หัวลูกสูบ และแคบที่สุดที่ส่วนล่างของลูกสูบ<br />
สำคัญ<br />
ระยะช่องว่างของลูกสูบมีจุดที่วัดแตกต่างกัน ซึ่งขึ้นอยู่กับประเภทของ<br />
เครื่องยนต์ดูคู่มือการซ่อมประกอบเพื่อหาจุดที่วัดระ ยะช่องว่างลูกสูบ</p>
<p>ระยะช่องว่างลูกสูบนี้มีความสำคัญมาก เพื่อให้เครื่องยนต์ทำงานได้อย่างถูก<br />
ต้องและมีสมรรถนะที่ดีขึ้น ถ้าหากว่าระยะช่องว่างมีน้อย จะทำให้ไม่มีระยะ<br />
ช่องว่างระหว่างลูกสูบกับกระบอกสูบ เมื่อลูกสูบร้อนขึ้นจะเป็นเหตุให้ลูกสูบติด<br />
กับกระบอกสูบได้ ซึ่งจากผลนี้สามารถทำให้เครื่องยนต์ชำรุดเสียหายได้<br />
ถ้าหากว่าระยะช่องว่างมากเกินไป ในทางตรงกันข้ามกำลังดันที่เกิดจากการ<br />
เผาไหม้ และแรงดันของแก๊สที่เผาไหม้จะตกลง ทำให้สมรรถนะของเครื่อง<br />
ยนต์ลดลง</p>
<p>แหวนลูกสูบ (PISTON RING)<br />
แหวนลูกสุบจะถูกประกอบไว้ในร่องแหวนลูกสูบ ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางภาย<br />
นอกของแหวนลูกสูบจะใหญ่กว่าลูกสูบเองเล็กน้อยเมื่อปร ะกอบเข้ากับลูกสูบ<br />
คุณสมบัติในการยืดและหดตัวของแหวน ฯ ทำให้มันขยายตัวเพื่อที่จะแนบให้<br />
สนิทกับผนังกระบอกสูบ แหวนลูกสูบต้องทำด้วยโลหะที่ทนต่อการสึกหรอสูง<br />
จำพวกเหล็กหล่อพิเศษชุบโครเมี่ยม เพื่อว่าแหวนลูกสูบจะไม่ขูดให้กระบอก<br />
สูบเป็นรอย จำนวนแหวนลูกสูบแปรผันไปตามชนิดของเครื่องยนต์ โดยปรกติ<br />
จะมีจำนวนสามถึงสี่แหวนต่อลูกสูบหนึ่งลูก</p>
<p>แหวนลูกสูบมีหน้าที่ที่สำคัญสามประการคือ ทำหน้าที่ป้องกันส่วนผสมอากาศ<br />
และเชื้อเพลิงรั่วออกจากช่องว่างระหว่างลูกสูบกับกระ บอกสูบ กับห้องเพลาข้อ<br />
เหวี่ยง ในระหว่างจังหวะอัดและจุดระเบิด หน้าที่ที่สองคือป้องกันน้ำมันเครื่องที่<br />
หล่อลื่นด้านข้างของลูกสูบกับกระบอกสูบ มิให้เล็ดรอดเข้าไปในห้องเผาไหม้<br />
หน้าที่สุดท้ายคือ ถ่ายเทความร้อนจากลูกสูบไปสู่ผนังกระบอกสูบ เพื่อช่วย<br />
ให้ลูกสูบเย็นลง</p>
<p>แหวนอัด<br />
แหวนอัดนี้ป้องกันการรั่วของส่วนผสมอากาศและเชื้อเพล ิงและแก๊สที่เกิด<br />
จากห้องเผาไหม้ระหว่างจังหวะอัด และจุดระเบิดมิให้ลงสู่ห้องเพลาข้อเหวี่ยง<br />
จำนวนของแหวนอัดนี้ขึ้นอยู่กับชนิดของเครื่องยนต์ โดยทั่วไปลูกสูบ<br />
หนึ่งลูกจะมีแหวนอัดสองตัว ซึ่งเรียกว่า &#8220;แหวนอัดตัวบน&#8221; และ &#8220;แหวนอัด<br />
ตัวที่สอง&#8221; แหวนอัดจะมีลักษณะเป็นเทเปอร์ ดังนั้นขอบล่างของมันจึง<br />
สัมผัสกับผนังกระบอกสูบ การออกแบบเช่นนี้เพื่อให้เกิดการสัมผัสที่แนบ<br />
สนิทกันเป็นอย่างดี ระหว่างแหวนและกระบอกสูบ นอกจากนั้นยังทำหน้าที่<br />
กวาดน้ำมันเครื่องออกจากผนังกระบอกสูบได้อย่างมีประส ิทธิภาพ<br />
สำคัญ<br />
แหวนลูกสูบจะมีหมายเลข &#8220;1&#8243; หรือ&#8221;2&#8243; อยู่บนตัวมัน หมายเลข &#8220;1&#8243;<br />
มีความหมายว่า แหวนตัวบน และหมายเลข &#8220;2&#8243; คือแหวนตัวที่สอง<br />
ดังนั้นการประกอบจึงต้องให้หมายเลขนี้หงายขึ้นด้านบน</p>
<p>แหวนกวาดน้ำมัน<br />
แหวนกวาดน้ำมันกวาด ทำให้เกิดฟิล์มของน้ำมันที่จำเป็นต่อการหล่อลื่นผิว<br />
ระหว่างลูกสูบ และผนังกระบอกสูบ และกวาดน้ำมันส่วนที่เกินออก เพื่อ<br />
ป้องกันมิให้น้ำมันหลุดเข้าไปในห้องเผาไหม้ แหวนกวาดน้ำมันบางครั้ง<br />
เรียกว่า แหวนที่สาม มีอยู่ด้วยกันสองชนิดคือ แหวนกวาดน้ำมันแบบรวม<br />
กับแบบสามชิ้น ซึ่งแบบสามชิ้นนั้นเป็นที่นิยมใช้มากกว่า</p>
<p>แบบรวม<br />
แหวนกวาดน้ำมันแบบรวมนี้จัดให้มีรูน้ำมันไหลกลับ ที่มีขนาดเท่ากันอยู่<br />
โดยรอบมากมาย รวมทั้งรูน้ำมันก็ถูกจัดให้อยู่ตามร่องแหวนกวาดนี้ด้ วย<br />
น้ำมันส่วนที่เกินจะถูกกวาดออก โดยแหวนกวาด โดยไหลเข้าไปในรู<br />
เหล่านี้ และไหลกลับเข้าสู่ด้านในของลูกสูบ</p>
<p>แบบสามชิ้น<br />
แหวนกวาดน้ำมันแบบสามชิ้นนี้ประกอบด้วย แผ่นกวาดด้านข้าง เพื่อกวาด<br />
น้ำมันส่วนเกินออก และตัวทางซึ่งดันให้แผ่นกวาดด้านข้างแนบสนิทกับ<br />
กระบอกสูบ และร่องแหวน แหวนกวาด น้ำมันแบบสามชิ้นนี้ ทำหน้าที่เช่น<br />
เดียวกับแบบรวม</p>
<p>ช่องว่างปากแหวน<br />
แหวนลูกสูบจะขยายตัวเมื่อร้อนในลักษณะเดียวกับลูกสูบ ด้วยเหตุนี้<br />
แหวนลูกสูบจึงมีปากตัดที่เดียว และเมื่อประกอบเข้าภายในกระบอกสูบ<br />
จะเหลือช่องว่างที่เหมาะสม ซึ่งเรียกว่า ช่องว่างปากแหวน ระยะช่องว่างนี้<br />
จะแปรผันไปขึ้นอยู่กับชนิดของเครื่อง แต่ปกติจะอยู่ในช่วง 0.2 ถึง 0.5มม.<br />
(0.008 ถึง 0.020 นิ้ว) ที่อุณหภูมิปกติ<br />
สำคัญ<br />
ถ้าระยะช่องว่างปากแหวนมากเกินไป จะทำให้กำลังอัดของ<br />
เครื่องยนต์ตกถ้าระยะปากแหวนแคบเกินไป สามารถทำให้<br />
เครื่องยนต์ติดได้ เพราะว่าปลายของแหวนจะติดกัน เนื่อง<br />
จากการขยายตัวจากความร้อน ทำให้แหวนโก่งขึ้น ทำให้<br />
ผนังของกระบอกสูบชำรุด<br />
เครดิต<br />
<a href="http://www.hondaloverclub.com/forums/showthread.php?t=16184">http://www.hondaloverclub.com/forums/showthread.php?t=16184</a></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dookaba.com/blog/%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%a5%e0%b8%b9%e0%b8%81%e0%b8%aa%e0%b8%b9%e0%b8%9a-%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%b0.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>เรื่องของแมลงและกระจก</title>
		<link>http://www.dookaba.com/blog/%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%81%e0%b8%a1%e0%b8%a5%e0%b8%87%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%88%e0%b8%81.html</link>
		<comments>http://www.dookaba.com/blog/%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%81%e0%b8%a1%e0%b8%a5%e0%b8%87%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%88%e0%b8%81.html#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 22 Mar 2010 08:34:22 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[สาระน่ารู้]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.dookaba.com/blog/?p=228</guid>
		<description><![CDATA[                 การเดินทางกลางคืนมีปัญหาหนึ่งที่ต้องพบก็คือ การที่แมลงจำนวนมากมักจะออกมาบินกันเต็มท้อง ถนน โดยมากจะเป็นแมลงขนาดเล็กๆ ที่มักบินเข้าหาแสงไฟ และเป้าหมายที่แมลงเหล่านี้มุ่งเข้าหาก็คือ ไฟส่องสว่างจากรถเรานั่นเอง            ถ้าแมลงเหล่านี้มีระบบนำร่องเหมือนจรวดนำวิถีที่พุ่ง ตรงเข้าหาเป้าคือไฟหน้าของรถยนต์อย่างแม่นยำ ก็คงไม่มีปัญหาเท่าไร แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือบรรดาแมลงเหล่านี้ใช้วิธีกามิก าเซ่ เข้าปะทะกับกระจกบังลม หน้าเป็นส่วนใหญ่ เมื่อขับไปสักพักจนกระจกบังลมหน้ากลายเป็นสุสานขนาดใ หญ่ของเหล่าแมลง ความชัดเจนหรือทัศนวิสัยในการขับขี่ก็พลอยมัวไปด้วยค ราบไขมันจากบรรดาแมลง และยิ่งถ้าเป็นช่วง ฤดูฝน ใบปัดน้ำฝนก็จะกลายเป็นอุปกรณ์ที่ช่วยเกลี่ยให้คราบไ ขมันเหล่านั้นกระจายไปเต็มบานกระจก เมื่อผสมกับน้ำฝนเข้าอีก คราวนี้ไม่ต้องสงสัยเลยว่าถ้ามองเห็นชัดเจนในระยะ 10-15 เมตร ได้ ก็ต้อง ถือว่ามีสายตาเข้าระดับเยี่ยมยอด แต่ถ้าคุณไม่มีความสามารถพิเศษเช่นนั้น นั่นหมายถึงอัตราความ เสี่ยงต่ออุบัติเหตุจะเพิ่มขึ้นสูงอย่างน่าตกใจเลยที เดียว บางท่านอาจไม่เจอกับฝูงแมลงแต่โชคร้ายกว่า ที่ต้องวิ่งตามรถบรรทุกซึ่งเครื่องยนต์เสื่อมสภาพ จนพ่น ละอองน้ำมันเครื่องออกมาพร้อมกับไอเสีย ซึ่งจะเห็นผลได้เร็วกว่าเจอกับแมลงหลายเท่าตัวเลยทีเ ดียว วิธีกันไว้ก่อนก็ไม่ยาก เพียงแค่ก่อนออกเดินทางเติมน้ำยาล้างกระจกลงในถังสำห รับฉีดพ่นน้ำ ล้างกระจก ดูอัตราส่วนให้พอเหมาะพอดีกับน้ำยาแต่ละชนิด ซึ่งจะไม่เหมือนกัน บางชนิดต้องผสมน้ำ แต่บางชนิดอาจให้ใช้เพียว 100% น้ำยาล้างกระจกส่วนมากจะเป็นแอมโมเนีย ซึ่งมีคุณสมบัติชำระล้าง คราบไขมันได้เป็นอย่างดี ประเด็นสำคัญคือน้ำยาล้างกระจกสำหรับรถยนต์โดยเฉพาะน ั้น [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>                 การเดินทางกลางคืนมีปัญหาหนึ่งที่ต้องพบก็คือ การที่แมลงจำนวนมากมักจะออกมาบินกันเต็มท้อง<br />
ถนน โดยมากจะเป็นแมลงขนาดเล็กๆ ที่มักบินเข้าหาแสงไฟ และเป้าหมายที่แมลงเหล่านี้มุ่งเข้าหาก็คือ<br />
ไฟส่องสว่างจากรถเรานั่นเอง<span id="more-228"></span></p>
<p>           ถ้าแมลงเหล่านี้มีระบบนำร่องเหมือนจรวดนำวิถีที่พุ่ง ตรงเข้าหาเป้าคือไฟหน้าของรถยนต์อย่างแม่นยำ<br />
ก็คงไม่มีปัญหาเท่าไร แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือบรรดาแมลงเหล่านี้ใช้วิธีกามิก าเซ่ เข้าปะทะกับกระจกบังลม<br />
หน้าเป็นส่วนใหญ่ เมื่อขับไปสักพักจนกระจกบังลมหน้ากลายเป็นสุสานขนาดใ หญ่ของเหล่าแมลง<br />
ความชัดเจนหรือทัศนวิสัยในการขับขี่ก็พลอยมัวไปด้วยค ราบไขมันจากบรรดาแมลง และยิ่งถ้าเป็นช่วง<br />
ฤดูฝน ใบปัดน้ำฝนก็จะกลายเป็นอุปกรณ์ที่ช่วยเกลี่ยให้คราบไ ขมันเหล่านั้นกระจายไปเต็มบานกระจก<br />
เมื่อผสมกับน้ำฝนเข้าอีก คราวนี้ไม่ต้องสงสัยเลยว่าถ้ามองเห็นชัดเจนในระยะ 10-15 เมตร ได้ ก็ต้อง<br />
ถือว่ามีสายตาเข้าระดับเยี่ยมยอด แต่ถ้าคุณไม่มีความสามารถพิเศษเช่นนั้น นั่นหมายถึงอัตราความ<br />
เสี่ยงต่ออุบัติเหตุจะเพิ่มขึ้นสูงอย่างน่าตกใจเลยที เดียว</p>
<p>บางท่านอาจไม่เจอกับฝูงแมลงแต่โชคร้ายกว่า ที่ต้องวิ่งตามรถบรรทุกซึ่งเครื่องยนต์เสื่อมสภาพ จนพ่น<br />
ละอองน้ำมันเครื่องออกมาพร้อมกับไอเสีย ซึ่งจะเห็นผลได้เร็วกว่าเจอกับแมลงหลายเท่าตัวเลยทีเ ดียว</p>
<p>วิธีกันไว้ก่อนก็ไม่ยาก เพียงแค่ก่อนออกเดินทางเติมน้ำยาล้างกระจกลงในถังสำห รับฉีดพ่นน้ำ<br />
ล้างกระจก ดูอัตราส่วนให้พอเหมาะพอดีกับน้ำยาแต่ละชนิด ซึ่งจะไม่เหมือนกัน บางชนิดต้องผสมน้ำ<br />
แต่บางชนิดอาจให้ใช้เพียว 100% น้ำยาล้างกระจกส่วนมากจะเป็นแอมโมเนีย ซึ่งมีคุณสมบัติชำระล้าง<br />
คราบไขมันได้เป็นอย่างดี</p>
<p>ประเด็นสำคัญคือน้ำยาล้างกระจกสำหรับรถยนต์โดยเฉพาะน ั้น ต่างจากน้ำยาเช็ดกระจกสำหรับอาคาร<br />
โดยเฉพาะในเรื่องความเข้มข้น หรือเคมีบางตัวซึ่งต้องมีคุณสมบัติสามารถชะล้างคราบต ่างๆ บนกระจก<br />
ได้ดีกว่า ส่วนที่ปัดน้ำฝนก็อย่าลืมเช็คดูยางใบปัดว่าอยู่ในสภา พใช้งานได้หรือไม่ ไม่ใช่ว่าตั้งแต่ซื้อรถ<br />
มายังไม่เคยเปลี่ยนเลย หรือขาดวิ่นจนขูดกระจกเป็นรอย</p>
<p>โดยปกติผมจะเปลี่ยนใบปัดน้ำฝนปีละครั้ง เพราะราคาไม่กี่บาทเท่านั้น แต่ถ้าเทียบกับอัตราเสี่ยงเรื่อง<br />
อุบัติเหตุหรือความปลอดภัยแล้ว ต้องถือว่าคุ้มค่ามาก หรือหากท่านที่ต้องการประหยัดอย่างจริงจัง<br />
เดี๋ยวนี้ก็เห็นมียางใบปัดแบบรีฟีล คือเปลี่ยนเฉพาะตัวยางเท่านั้น ไม่ต้องเปลี่ยนยกชุดทั้งก้าน เพียงแต่<br />
ต้องอาศัยความละเอียดใจเย็นในการประกอบหน่อยเท่านั้น</p>
<p>ส่วนยางใบปัดน้ำฝนนั้น ที่จริงก็มีวิธีดูแลรักษาง่ายๆ แค่เพียงใช้น้ำยาเคลือบเบาะที่ใช้กับเบาะหนัง หรือ<br />
ไวนิล เอาผ้าชุบบางๆ แล้วเช็ดทำความสะอาดเท่านั้น แค่นี้ก็ยืดอายุการใช้งานไปได้เยอะ</p>
<p>แต่สำหรับบางท่านที่คิดยืดอายุการใช้งานด้วยการดึงก้ านใบปัดออกจากกระจกค้างไว้เวลาจอด ก็คงไม่<br />
มีผลอะไรมากไปกว่าสปริงซึ่งทำหน้าที่กดก้านชุดปัดน้ำ ฝนให้แนบกับกระจกล้าก่อนกำหนด จนไม่<br />
สามารถปัดทำความสะอาดได้เต็มที่ และต้องเสียเงินซื้อชุดใหม่ที่แพงกว่าเฉพาะใบปัดอยู่ หลายเงิน</p>
<p>ผมว่าเป็นเรื่องน่าแปลกอยู่เหมือนกัน ที่เห็นหลายคนเตรียมตัวก่อนออกเดินทางอย่างดี ทั้งเช็คน้ำกลั่น<br />
ในแบตเตอรี่ เช็คน้ำมันเครื่อง น้ำมันเบรก เช็คลมยาง ยางอะไหล่ แต่กลับลืมเติมน้ำยาล้างกระจกลงใน<br />
ถัง หรือบางคนเปลี่ยนล้อแม็ก ใส่ยางใหม่ราคาเป็นหมื่น แต่กลับใช้น้ำประปาแทนน้ำยาล้างกระจก ด้วย<br />
เหตุผลที่ต้องการความประหยัด</p>
<p>แต่ถ้าเลยขั้นตอนการเตรียมตัวป้องกันที่ว่าข้างต้นแล ้ว ก็เหลือเพียงการแก้ไข ซึ่งต้องแก้ไขแบบเห็น<br />
ผลได้ทันที 100% วิธีที่ดีสุดคือจอดรถแล้วเปิดกระเป๋าเดินทางควานหา สบู่เหลว, ยาสระผม หรือน้ำยา<br />
ล้างจาน อย่างใดอย่างหนึ่งที่น่าจะมีติดกระเป๋าเดินทางมา แล้วเทลงบนบานกระจกหน้า แล้วฉีดน้ำ<br />
ล้างกระจก ล้างออกให้สะอาด จากนั้นคราวนี้เปิดฝากระโปรงรถ เอาสบู่เหลว หรือยาสระผม หรือน้ำยา<br />
ล้างจาน อย่างใดอย่างหนึ่งที่พบนั้นเทลงไปในถังเก็บน้ำยาล้าง กระจก อย่าเทน้ำลงไปก่อนเทน้ำยา<br />
เพราะน้ำยาจะลงไปนอนก้น จนมอเตอร์สูบฉีดน้ำไม่สามารถปั๊มน้ำไปฉีดเพราะความหน ืดของน้ำยา</p>
<p>แต่ถ้าจะให้ดี หรือต้องเดินทางบ่อย การป้องกันไว้อีกชั้นด้วย “การ์ดกันแมลง” เป็นอีกวิธีที่ได้ผลพอดี<br />
เลยทีเดียว</p>
<p>การ์ดกันแมลงโดยทั่วไป มีลักษณะเป็นอะครีลิค ฉีดขึ้นรูป มีทั้งแบบใสหรือผสมสี แล้วแต่ความชอบ<br />
ของแต่ละท่าน โดยจะติดไว้ที่ขอบฝากระโปรงรถ การทำงานของการ์ดกันแมลงนี้ก็อาศัยหลักอากาศ<br />
พลศาสตร์คือ เมื่อรถวิ่ง ลมที่ปะทะกับการ์ดกันแมลงก่อนจะปะทะกับกระจกหน้ารถ ซึ่งส่งผลให้ลม<br />
เปลี่ยนทิศทางยกตัวขึ้น นั่นหมายความว่าละอองน้ำมัน หรือแมลงตัวเล็กที่มีน้ำหนักไม่มาก จะพลอย<br />
ถูกลมที่ยกตัวขึ้นนั้น ดึงเข้าสู่กระแสลมข้ามผ่านกระจกหน้ารถไป ส่งผลให้มีแมลงหรือละอองน้ำมันเล็ด<br />
ลอดมาปะทะกับกระจกหน้าน้อยลง คราวนี้คราบมันที่เกิดขึ้นบนกระจกก็จะน้อยลงไปด้วยอย ่างเห็นได้<br />
ชัด</p>
<p>แต่ที่สำคัญเวลาเลือกซื้อดูคุณภาพของการ์ดกันแมลงเหล ่านี้ด้วยนะครับ ว่าควรทำจากอะครีลิคฉีดขึ้น<br />
รูป ไม่ใช่พลาสติกเกรดต่ำที่ใช้ไปสักพักก็กรอบ แตกลายงา ที่สำคัญคือสามารถติดตั้งได้โดยไม่ต้อง<br />
เจาะตัวถังรถ</p>
<p>ท่านที่ต้องขับรถกลางคืนบ่อยลองดูได้ครับ รับรองเห็นผลทันตา ผลพลอยได้อีกประการหนึ่งก็คือ<br />
บริเวณที่มักโดนสะเก็ดหินลอยมากระทบจนเกิดรอยกะเทาะ หรือเป็นลักยิ้มอันไม่พึงปรารถนาก็คือจุดที่<br />
เราติดตั้งการ์ดกันแมลงนั่นเอง และนั่นหมายความว่าการ์ดกันแมลงก็จะทำหน้าที่ป้องกัน สะเก็ดหินไป<br />
ในตัว และถ้าเลือกที่เข้ากับรูปทรงของรถ ก็จะช่วยให้รถคันเก่งดูเท่ขึ้นเยอะครับ&#8230;</p>
<p>credit =&gt; teentoa.com ขอขอบคุณ เครดิต <a href="http://www.hondaloverclub.com/forums/showthread.php?t=18823">http://www.hondaloverclub.com/forums/showthread.php?t=18823</a></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dookaba.com/blog/%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%81%e0%b8%a1%e0%b8%a5%e0%b8%87%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%88%e0%b8%81.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ดูสีเขม่าปลายท่อ</title>
		<link>http://www.dookaba.com/blog/%e0%b8%94%e0%b8%b9%e0%b8%aa%e0%b8%b5%e0%b9%80%e0%b8%82%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%9b%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%97%e0%b9%88%e0%b8%ad.html</link>
		<comments>http://www.dookaba.com/blog/%e0%b8%94%e0%b8%b9%e0%b8%aa%e0%b8%b5%e0%b9%80%e0%b8%82%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%9b%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%97%e0%b9%88%e0%b8%ad.html#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 22 Mar 2010 08:31:01 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[สาระน่ารู้]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.dookaba.com/blog/?p=225</guid>
		<description><![CDATA[                อยากที่บอกไปว่า ปลายท่อ บอกอาการ เรื่องนี้เป็นเรื่องจริง ที่ คนที่ดูรถชั้นครูได้ถ่ายทอดวิธีให้ผมรับรู้มา และก็ยังจำติดตัวไว้ เพราะไม่มากไม่มาย แต่ผลที่ได้ ค่อนข้างแน่นอนครับ กับปลายท่อบอกอาการ เคยสังเกตุ เขม่าปลายท่อ กันมั้ยครับ  เขม่าเหล่านั้น ก็คือ ผลจากการเผาไหม้ในเครื่องยนต์นั่นเอง และด้วย การที่เรารู้กันอยู่แล้วว่า ส่วนผสมที่ดี บอกได้แน่นอนกับคำว่า &#8220;เครื่องสมบูรณ์&#8221; และ &#8220;วิ่งเต็ม&#8221; แต่ว่า เราเอง จะใช้การทราบจากการจูนเพียงอย่างเดียว ไม่มากพอหรอกครับ  เพราะส่วนผสมในการเผาไหม้นั้น หนาไป บางไป บางที รอบมันก็กวาดพรวดๆ วิ่งได้ดี จนเราอาจไม่ทราบความจริงกันเลยก็ได้  ดังนั้น คราบเขม่าที่จับอยู่ นี่แหละ คือหลักฐานที่จะบอกได้ว่า รถเรา วิ่งดีจริงหรือยัง ร่องรอยที่ 1 เขม่าสีเทาเกือบขาวหรือขาวแห้งๆ เลย นี่คือการบ่งบอกถึง ส่วนผสมในการเผาไหม้ ที่บางเกินไป หรือ องศาไฟจุดระเบิด ที่แรงเกินครับ(ไฟแก่ไป) อย่าคิดว่าเรื่องนี้เป็นแค่เรื่องธรรมดา การเผาไหม้ ที่ส่วนผสมบางเกินไปนั้น [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>                อยากที่บอกไปว่า ปลายท่อ บอกอาการ เรื่องนี้เป็นเรื่องจริง ที่ คนที่ดูรถชั้นครูได้ถ่ายทอดวิธีให้ผมรับรู้มา และก็ยังจำติดตัวไว้ เพราะไม่มากไม่มาย แต่ผลที่ได้ ค่อนข้างแน่นอนครับ<br />
กับปลายท่อบอกอาการ เคยสังเกตุ เขม่าปลายท่อ กันมั้ยครับ  เขม่าเหล่านั้น ก็คือ ผลจากการเผาไหม้ในเครื่องยนต์นั่นเอง และด้วย การที่เรารู้กันอยู่แล้วว่า ส่วนผสมที่ดี บอกได้แน่นอนกับคำว่า &#8220;เครื่องสมบูรณ์&#8221; และ &#8220;วิ่งเต็ม&#8221; แต่ว่า เราเอง จะใช้การทราบจากการจูนเพียงอย่างเดียว ไม่มากพอหรอกครับ  เพราะส่วนผสมในการเผาไหม้นั้น หนาไป บางไป บางที รอบมันก็กวาดพรวดๆ วิ่งได้ดี จนเราอาจไม่ทราบความจริงกันเลยก็ได้<span id="more-225"></span> <br />
ดังนั้น คราบเขม่าที่จับอยู่ นี่แหละ คือหลักฐานที่จะบอกได้ว่า รถเรา วิ่งดีจริงหรือยัง<br />
ร่องรอยที่ 1 เขม่าสีเทาเกือบขาวหรือขาวแห้งๆ เลย<br />
นี่คือการบ่งบอกถึง ส่วนผสมในการเผาไหม้ ที่บางเกินไป หรือ องศาไฟจุดระเบิด ที่แรงเกินครับ(ไฟแก่ไป) อย่าคิดว่าเรื่องนี้เป็นแค่เรื่องธรรมดา การเผาไหม้ ที่ส่วนผสมบางเกินไปนั้น โอกาสเกิดความเสียหายต่อ ลูกสูบ และ ความร้อนสะสม จะมีสูงมากนะครับ หากเกิดจาก ไฟที่แก่จัด และ ส่วนผสมที่บางเกิน อาจเกิดการสึกหรอ หรือ ส่งผลทำให้ หัวลูกสูบทะลุได้ และ ความร้อนสะสมในเครื่องที่มากเกินไป มีผลเสียมากในการวิ่งระยะยาวๆ นะครับ ดังนั้น หากพบว่า เขม่าปลายท่อนั้น ขาวแ้ห้งๆ ล่ะก็ การปรับจูนโดยการเพิ่ม ส่วนผสมให้หนาขึ้นอีกนิด จะเป็นคำตอบที่ดี ในการช่วยลดปัญหานี้ได้ครับ<br />
ร่องรอยที่ 2 เขม่าสีดำเข้ม มีคราบเขม่าแห้งๆ สีดำติดที่ปลายท่อและรอบนอก<br />
เคยเห็นรถดีเซลปรับปั๊มมะ ท่อดำตะมิดตะหมี เหมือน &#8230; ของสตรีผู้โชกโชน (หมายถึงผิวสาวผิวดำที่ต้องทำงานตากแดดแรงๆทั้งวัน นะ) อ่า ไอ้ท่อปลายเขม่าดำปิ้ดปี๋ นี่แหละครับ ที่มาของคำว่า หนาเกินเหตุ บางคนบอก บ้านรวย ไม่กลัว แดกจัดไม่ว่า ขอให้วิ่ง ความคิดนั้น ผิดนะครับ เพราะ ส่วนผสมที่หนาเกินไปนั้น จะไปแย่งในส่วนของอากาศที่จะเข้ามาผสม เพื่อให้ได้กำลังอัดที่พอเหมาะ และ ทำให้เครื่องยนต์ มีสัดส่วนการเผาไหม้ที่ผิดเพี้ยน และ เผาไหม้ไม่หมดจด ด้วย ดังนั้น การจูฯที่หนาเกินไปนั้น นอกจาก รถจะไม่วิ่งแล้ว ยังส่งผลถึง คราบเขม่าที่จะจับหนาตาม วาล์ว หัวลูกสูบ ทางเดินไอเสีย และ หัวเทียน ส่งผลให้หัวเทียนบอดได้ง่ายขึ้น และ ถ้าไปจับตามหัวลูกสูบ ก็มีผลให้ สัดส่วนในห้องเผาไหม้ลดลงอีก (เป็นที่มาของการวิ่งไม่ออก) และ ถ้าไปจับที่วาล์ว และ บ่าวาลว์มากๆ ก็ส่งผลถึงบ่าวาล์วสกปรก วาล์วปิดไม่สนิท กำลังอัด ตกอีกนะครับ ดังนั้น ส่วนสมที่หนาเกินไปนั้น ไม่มีผลดีหรอกครับ นอกจากเปลืองน้ำมัน เท่านั้นเอง เปลี่ยน ทัศนะคติไหม่กันนะครับ ความพอดี นั่นคือ สัจจะธรรมที่เที่ยงแท้ บนโลกใบนี้ครับ<br />
ร่องรอยที่ 3 อันตราย<br />
เขม่าดำมาก มีคราบเหนียวติดอยู่ที่ท่อและปลายท่อรอบนอก ลักษณะเป็น คราบน้ำมันแฉะๆ<br />
อย่างที่บอกเลยครับ อันตราย ชั้นครูเลยครับ เพราะนั่นคือที่มาของการ สึกหรอ และ หลวม รวมถึง มีปัญหาหนักๆภายในเครื่องงยนต์แล้วครับ เพราะคราบเหนียวๆ แฉะๆ ที่ได้มานั่นก็คือ น้ำมันเครื่อง ที่ปนออกมาในปริมาณที่เยอะเกินไป นั่นคือ สาเหตุของการหลวมของเครื่องยนต์ครับ ถ้าเจออาการนี้ แต่ยังไม่มีควันขาวปน อย่ารอให้มีครับ รีบเปิดฝาเช็คภายในกันเลยครับ ก่อนที่มันจะสายเกินแก้<br />
ร่องรอยที่ 4 นี่สิเจ๋งจริง<br />
เขม่าที่ติด เป็นสีเทาจางๆ ไม่เข้มมาก แห้งๆ เมื่อป้ายออกมาเป็นเขม่าเหมือนผงถ่านแห้งๆ ละเอียด นี่แหละครับ เครื่องยนต์ที่ สมบูรณ์แบบที่สุด<br />
เครดิต <a href="http://www.hondaloverclub.com/forums/showthread.php?t=19045">http://www.hondaloverclub.com/forums/showthread.php?t=19045</a></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dookaba.com/blog/%e0%b8%94%e0%b8%b9%e0%b8%aa%e0%b8%b5%e0%b9%80%e0%b8%82%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%9b%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%97%e0%b9%88%e0%b8%ad.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>สำหรับ คุณผู้หญิง 3</title>
		<link>http://www.dookaba.com/blog/%e0%b8%aa%e0%b8%b3%e0%b8%ab%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%9a-%e0%b8%84%e0%b8%b8%e0%b8%93%e0%b8%9c%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%ab%e0%b8%8d%e0%b8%b4%e0%b8%87-3.html</link>
		<comments>http://www.dookaba.com/blog/%e0%b8%aa%e0%b8%b3%e0%b8%ab%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%9a-%e0%b8%84%e0%b8%b8%e0%b8%93%e0%b8%9c%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%ab%e0%b8%8d%e0%b8%b4%e0%b8%87-3.html#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 17 Mar 2010 09:37:09 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[สาระน่ารู้]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.dookaba.com/blog/?p=221</guid>
		<description><![CDATA[ก่อนอื่น ต้องขออธิบายเสียก่อนว่า บทความที่กล่าวถึง ส่วนใหญ่แล้วจะเกิดขึ้นกับสุภาพสตรี เพราะปัจจุบันสุภาพสตรีที่ขับรถเองมีปริมาณที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น เพื่อเป็นการป้องกันปัญหาที่จะเกิดขึ้น ควรปฏิบัติอย่างไร เรามาทำความเข้าใจตามกันไปเลยนะครับ การขับรถของสุภาพสตรี น้อยคนนักที่จะไม่ใช้เบรกมือ ส่วนใหญ่ก็จะใช้เบรกมือแทบทุกคน ถือว่าเป็นเรื่องที่เหมาะสม และถือว่าดี แต่ปัญหามันมีอยู่ว่า หลังจากที่จอดรถยนต์ไว้และกลับมาใช้รถยนต์อีกครั้งนั้น ลืมปลดเบรกมือ ซึ่งจะส่งผลต่อรถยนต์ ดังต่อไปนี้ รถยนต์จะมีอาการวิ่งไม่ออก เหมือนถูกดึงเอาไว้ ทำให้สิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิง จานเบรกจะร้อนมาก อาจทำให้ลูกสูบเบรกแตกได้ หลอด ไฟเตือนบนมาตรวัด มีอายุการใช้งานสั้นลง และรถยนต์บางรุ่น การถอด-เปลี่ยน หลอดนั้นค่อนข้างยาก จึงทำให้มีค่าแรงในการบริการก็จะสูง น้ำมันเบรกจะมีอุณหภูมิสูง จะทำให้ระบบเบรกเกิดอาการ “เวเปอร์ล็อค” เบรกจะจมหาย ถึงแม้รถยนต์คันนั้นจะมีระบบ ABS หรือไม่ก็ตาม ผ้า เบรกของชุดเบรกมือ หรือ บางรุ่นเป็นชุดเดียวกับผ้าเบรกหลัง จะสึกหรอสูง พร้อมกันนั้นถ้าชุดเบรกมือมีการหลุดภายในก็อาจจะทำให้เกิดอุบัติเหตุได้ (ล้อล็อค) สาเหตุที่เกิดขึ้น เพราะว่า สุภาพสตรีจะมีการดึงเบรกมือไม่แน่ นอนพอ กล่าวคือ จะขึ้นเบรกพอประมาณเท่านั้น โดยคิดว่าเพียงพอแล้ว รถยนต์คงไม่เคลื่อนที่ เป็นการเข้าใจที่ผิด การกระทำเช่นนี้ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://www.dookaba.com/blog/wp-content/uploads/2010/03/Adobe_ID_390ASP378710.jpg"><img class="alignleft size-full wp-image-222" title="Adobe_ID_390ASP378710" src="http://www.dookaba.com/blog/wp-content/uploads/2010/03/Adobe_ID_390ASP378710.jpg" alt="" width="300" height="200" /></a></p>
<p>ก่อนอื่น ต้องขออธิบายเสียก่อนว่า บทความที่กล่าวถึง ส่วนใหญ่แล้วจะเกิดขึ้นกับสุภาพสตรี เพราะปัจจุบันสุภาพสตรีที่ขับรถเองมีปริมาณที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น เพื่อเป็นการป้องกันปัญหาที่จะเกิดขึ้น ควรปฏิบัติอย่างไร เรามาทำความเข้าใจตามกันไปเลยนะครับ</p>
<p>การขับรถของสุภาพสตรี น้อยคนนักที่จะไม่ใช้เบรกมือ ส่วนใหญ่ก็จะใช้เบรกมือแทบทุกคน ถือว่าเป็นเรื่องที่เหมาะสม และถือว่าดี แต่ปัญหามันมีอยู่ว่า หลังจากที่จอดรถยนต์ไว้และกลับมาใช้รถยนต์อีกครั้งนั้น ลืมปลดเบรกมือ ซึ่งจะส่งผลต่อรถยนต์ ดังต่อไปนี้<span id="more-221"></span></p>
<p><a href="http://www.dookaba.com/blog/wp-content/uploads/2010/03/break.gif"><img class="alignleft size-full wp-image-223" title="break" src="http://www.dookaba.com/blog/wp-content/uploads/2010/03/break.gif" alt="" width="154" height="117" /></a></p>
<p>รถยนต์จะมีอาการวิ่งไม่ออก เหมือนถูกดึงเอาไว้ ทำให้สิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิง<br />
จานเบรกจะร้อนมาก อาจทำให้ลูกสูบเบรกแตกได้<br />
หลอด ไฟเตือนบนมาตรวัด มีอายุการใช้งานสั้นลง และรถยนต์บางรุ่น การถอด-เปลี่ยน หลอดนั้นค่อนข้างยาก จึงทำให้มีค่าแรงในการบริการก็จะสูง<br />
น้ำมันเบรกจะมีอุณหภูมิสูง จะทำให้ระบบเบรกเกิดอาการ “เวเปอร์ล็อค” เบรกจะจมหาย ถึงแม้รถยนต์คันนั้นจะมีระบบ ABS หรือไม่ก็ตาม<br />
ผ้า เบรกของชุดเบรกมือ หรือ บางรุ่นเป็นชุดเดียวกับผ้าเบรกหลัง จะสึกหรอสูง พร้อมกันนั้นถ้าชุดเบรกมือมีการหลุดภายในก็อาจจะทำให้เกิดอุบัติเหตุได้ (ล้อล็อค)<br />
สาเหตุที่เกิดขึ้น เพราะว่า สุภาพสตรีจะมีการดึงเบรกมือไม่แน่ นอนพอ กล่าวคือ จะขึ้นเบรกพอประมาณเท่านั้น โดยคิดว่าเพียงพอแล้ว รถยนต์คงไม่เคลื่อนที่ เป็นการเข้าใจที่ผิด การกระทำเช่นนี้ ผู้ขับขี่อาจจะลืมได้ หมายความว่า ผู้ขับขี่อาจเกิดความเคยชิน หลังจากที่จอดรถแล้วขึ้นเบรกมือเพียงเล็กน้อย เวลาต้องการใช้รถยนต์ เวลาขับเคลื่อน ก็ลืมปลดเบรกมือ แล้วมิได้สังเกตไฟเตือนบนมาตรวัดอีกต่างหาก ก็จะให้เกิดปัญหาดังกล่าวข้างต้นได้</p>
<p>วิธีการป้องกันปัญหานี้ ไม่ยากเลย เพียงให้ผู้ขับขี่ขึ้นเบรกมือให้แน่นเลย การทำเช่นนี้ ในยามออกตัวของรถยนต์ จะได้รับความรู้สึกว่ารถยนต์ขยับไม่ได้ ผู้ขับขี่ก็จะทราบว่าถูกเบรกเอาไว้ ต่อจากนั้นก็ให้ปลดเบรกมือ เพียงเท่านี้ ท่านก็จะปลอดภัยจากปัญหาดังกล่าว</p>
<p>บางท่านอาจสงสัยว่าในเมื่อดึงแน่นแล้ว เวลาจะเอาลง (ปลด) ยาก แล้วจะทำอย่างไร ? อัน นี้ก็ไม่ยากอีกเช่นกัน ให้ทำการดึงคันเบรกมือขึ้นอีก พร้อมกับกดปุ่มตรงปลายคันโยกไปพร้อมๆกัน (ห้ามปล่อย) จังหวะนี้ผู้ดึงจะมีความรู้สึกว่า กดปุ่มที่หัวคันโยกได้โดยง่าย ดังนั้น การเอาเบรกมือลง หรือ ปลดลงจึงเป็นเรื่องง่ายนั่นเอง หมายเหตุ บทความนี้ได้แนะนำเกี่ยวกับเบรกมือที่ใช้ดึงเท่านั้น ที่อยู่บริเวณคอนโซลกลาง มิได้ร่วมเบรกมือชนิด  อื่น ดังนั้น ผู้ขับขี่ต้องพิจารณากับรถยนต์ที่ใช้โดยศึกษาได้จากคู่มือรถยนต์รุ่นนั้นครับ</p>
<p>เครดิต <a href="http://www.phithan-toyota.com/th/article_detail.php?article_id=147&amp;category_id=2">http://www.phithan-toyota.com/th/article_detail.php?article_id=147&amp;category_id=2</a></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dookaba.com/blog/%e0%b8%aa%e0%b8%b3%e0%b8%ab%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%9a-%e0%b8%84%e0%b8%b8%e0%b8%93%e0%b8%9c%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%ab%e0%b8%8d%e0%b8%b4%e0%b8%87-3.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>เทคนิคการขับรถเกียร์ออโต้</title>
		<link>http://www.dookaba.com/blog/%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b8%84%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%82%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%96%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b8%ad%e0%b8%ad.html</link>
		<comments>http://www.dookaba.com/blog/%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b8%84%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%82%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%96%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b8%ad%e0%b8%ad.html#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 17 Mar 2010 09:34:10 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[สาระน่ารู้]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.dookaba.com/blog/?p=218</guid>
		<description><![CDATA[ทุกวันนี้รถยนต์โดยทั่วไปบนท้องถนน มักเป็นรถที่ขับเคลื่อนด้วยเกียร์ออโต้ เพราะให้ความสะดวกสบายในการขับขี่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสภาพการจราจรที่ติดขัดในกรุงเทพฯ ซึ่งจะต้องขับเคลื่อน และชะลอตัว หรือเบรคอยู่บ่อยครั้ง       ในการขับขี่รถยนต์เกียร์ออโต้นั้น ผู้ขับขี่ควรจดจำตำแหน่ง และใช้เกียร์แต่ละเกียร์ได้ อย่างถูกต้อง แม่นยำ ซึ่งเกียร์ออโต้แต่ละตำแหน่ง มีดังนี้   P หมายถึง PARKING เป็นตำแหน่งที่ใช้สำหรับจอดรถ และไม่ต้องการให้รถเคลื่อน โดยล้อรถจะถูกล็อคไว้ ไม่สามารถเข็นได้ เช่น ในการจอดบนทางลาดชัน เมื่อต้องการจอดรถทิ้งไว้ หลังจากเหยียบเบรคจนรถหยุดสนิทแล้ว อย่าเพิ่งปล่อยเบรค จับคันเกียร์กดปุ่มปลดล็อค แล้วโยกคันเกียร์ไปที่ตำแหน่ง P จากนั้นปล่อยเบรค แล้วดับเครื่องยนต์ R หมายถึง REVERSE เป็นเกียร์สำหรับการถอยหลัง เมื่อต้องการเข้าเกียร์ R จะต้องเหยียบเบรค ให้รถหยุดสนิท จากนั้นจับคันเกียร์กดปุ่มปลดล็อคแล้วโยกคันเกียร์ไปที่ตำแหน่ง R แล้วจึงปล่อยเบรค กดคันเร่ง ให้รถเคลื่อนตัวถอยหลัง N หมายถึง NEUTRAL เป็นตำแหน่งเกียร์ว่างใช้เมื่อสตาร์ทเครื่องยนต์หรือต้องการจอดรถทิ้งไว้โดยที่ยังสามารถเข็นได้ หรือเมื่อจอดรถ อยู่กับที่ ในขณะเครื่องยนต์ยังคงทำงานอยู่ เช่น การจอดรถในสภาพการจราจรติดขัด [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://www.dookaba.com/blog/wp-content/uploads/2010/03/auto.jpg"><img class="alignright size-full wp-image-219" title="auto" src="http://www.dookaba.com/blog/wp-content/uploads/2010/03/auto.jpg" alt="" width="214" height="266" /></a></p>
<p>ทุกวันนี้รถยนต์โดยทั่วไปบนท้องถนน มักเป็นรถที่ขับเคลื่อนด้วยเกียร์ออโต้ เพราะให้ความสะดวกสบายในการขับขี่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสภาพการจราจรที่ติดขัดในกรุงเทพฯ ซึ่งจะต้องขับเคลื่อน และชะลอตัว หรือเบรคอยู่บ่อยครั้ง<br />
      ในการขับขี่รถยนต์เกียร์ออโต้นั้น ผู้ขับขี่ควรจดจำตำแหน่ง และใช้เกียร์แต่ละเกียร์ได้ อย่างถูกต้อง แม่นยำ ซึ่งเกียร์ออโต้แต่ละตำแหน่ง มีดังนี้<br />
 <br />
P หมายถึง PARKING เป็นตำแหน่งที่ใช้สำหรับจอดรถ และไม่ต้องการให้รถเคลื่อน โดยล้อรถจะถูกล็อคไว้ ไม่สามารถเข็นได้ เช่น ในการจอดบนทางลาดชัน เมื่อต้องการจอดรถทิ้งไว้ หลังจากเหยียบเบรคจนรถหยุดสนิทแล้ว อย่าเพิ่งปล่อยเบรค จับคันเกียร์กดปุ่มปลดล็อค แล้วโยกคันเกียร์ไปที่ตำแหน่ง P จากนั้นปล่อยเบรค แล้วดับเครื่องยนต์<br />
R หมายถึง REVERSE เป็นเกียร์สำหรับการถอยหลัง เมื่อต้องการเข้าเกียร์ R จะต้องเหยียบเบรค ให้รถหยุดสนิท จากนั้นจับคันเกียร์กดปุ่มปลดล็อคแล้วโยกคันเกียร์ไปที่ตำแหน่ง R แล้วจึงปล่อยเบรค กดคันเร่ง ให้รถเคลื่อนตัวถอยหลัง<br />
N หมายถึง NEUTRAL เป็นตำแหน่งเกียร์ว่างใช้เมื่อสตาร์ทเครื่องยนต์หรือต้องการจอดรถทิ้งไว้โดยที่ยังสามารถเข็นได้ หรือเมื่อจอดรถ อยู่กับที่ ในขณะเครื่องยนต์ยังคงทำงานอยู่ เช่น การจอดรถในสภาพการจราจรติดขัด หรือเมื่อติดไฟแดง</p>
<p><span id="more-218"></span><br />
D4 หมายถึง เกียร์ออโต้ 4 สปีด ใช้ในการขับรถเดินหน้าในสภาพการขับขี่ทั่วไป เช่น การขับรถ ในตัวเมือง รวมทั้งการขับรถด้วยความเร็วสูง ซึ่งการทำงานของเกียร์ D4 จะเป็นไปในลักษณะ 4 สปีด คือ เกียร์ จะเปลี่ยน ขึ้นตามลำดับ จากเกียร์ 1 ไปเกียร์ 2 หรือจากเกียร์ 2 ไปเกียร์ 3 หรือจากเกียร์ 3 ไปเกียร์ 4 โดยออโต้ ตามสภาพการทำงานของเครื่องยนต์และความเร็วของรถ ยิ่งผู้ขับเหยียบคันเร่งมาก เกียร์ก็จะเปลี่ยนที่ความสูงขึ้น ตามไปด้วย</p>
<p>ในทางกลับกัน เมื่อลดความเร็ว เกียร์จะเปลี่ยนจากเกียร์ 4 ไปเกียร์ 3 หรือจากเกียร์ 3 ไปเกียร์ 2 หรือจากเกียร์ 2ไปเกียร์ 1<br />
D3 หมายถึง เกียร์ออโต้ 3 สปีด ใช้สำหรับขับรถขึ้นหรือลงเนิน เพื่อป้องกันมิให้เกียร์เปลี่ยนกลับไป กลับมาบ่อยๆ ระหว่างเกียร์ 3 และเกียร์ 4 นอกจากนี้ยังใช้สำหรับกรณีที่ต้องการ ให้เครื่องยนต์ช่วยเพิ่มกำลัง เบรคมากขึ้น<br />
ในตำแหน่ง D4 และ D3 หากต้องการเร่งความเร็วอย่างทันทีทันใด เช่น ในเวลาที่ต้องเร่งแซงรถที่อยู่ข้างหน้า ผู้ขับขี่ สามารถใช้การ KICK DOWN เหยียบคันเร่งจมติดพื้น เกียร์จะเปลี่ยนโดยออโต้ และทำให้รถพุ่ง ไปข้างหน้าเร็วขึ้น<br />
D2 หมายถึง เกียร์ 2 ใช้สำหรับการขับรถลงเขาเพื่อให้เครื่องยนต์ช่วยเพิ่มกำลังเบรคมากขึ้น หรือการขับรถขึ้นเขา เพื่อเพิ่มกำลังขับเคลื่อน รวมทั้งการขับบนถนนลื่น และการขับขึ้นจากหล่มโคลนหรือทราย<br />
D1 หมายถึง เกียร์ 1 ใช้สำหรับการขับรถขึ้น-ลงเขาที่สูงชันมากๆ<br />
      การเลือกใช้งานของเกียร์ออโต้แต่ละเกียร์ได้อย่างถูกต้อง นอกจากจะช่วยป้องกันไม่ให้เกิดอันตราย หรือ ความเสียหาย ต่อระบบขับเคลื่อนแล้ว ยังให้การขับขี่ที่นุ่มนวลอีกด้วย</p>
<p>เครดิต <a href="http://usedcar.exteen.com/20081018/entry-2">http://usedcar.exteen.com/20081018/entry-2</a></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dookaba.com/blog/%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b8%84%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%82%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%96%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b8%ad%e0%b8%ad.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>

